‘สายตรวจซาเล้ง’ ของ ‘คนอ่าวนาง’ แจกเสื้อกั๊ก คัดแยกขยะ ร่วมขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพอย่างยั่งยืน

ชาวอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ผนึกกำลังทุกภาคส่วนขับเคลื่อน “ธรรมนูญสุขภาพ” หวังใช้เป็นเครื่องมือสร้างกติกาหนุนเสริมการทำงานแก้ปัญหาขยะอย่างยั่งยืน ด้าน “อบต.อ่าวนาง” ขานรับ กำหนดนโยบายสนับสนุนข้อบัญญัติตามธรรมนูญสุขภาพ  ต่อยอดโครงการ “สายตรวจซาเล้ง” เปิดให้ขึ้นทะเบียน แจกเสื้อกั๊กการันตี คัดแยกขยะได้อย่างเปิดเผย

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2562 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรหัวข้อ  “ธรรมนูญเขยื้อนขยะ สร้างสุขภาวะคนอ่าวนาง” ณ ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เพื่อติดตามความคืบหน้าจากการใช้เครื่องมือธรรมนูญสุขภาพระดับตำบลหนุนเสริมการทำงานขององค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง (อบต.อ่าวนาง) ในการจัดการปัญหาขยะมูลฝอย

วงเสวนา “ธรรมนูญเขยื้อนขยะ สร้างสุขภาวะคนอ่าวนาง” ณ ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

ที่ผ่านมาปัญหาขยะมูลฝอยในตำบลอ่าวนางซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ โดยมีรายงานว่าตำบลอ่าวนางมีปริมาณขยะมูลฝอยเฉลี่ยวันละ 65-70 ตัน คิดเป็นกว่า 50% ของขยะทั้งหมดในจังหวัดกระบี่ โดยระหว่างปี 2558-2560 อบต.อ่าวนาง ต้องสูญเสียงบประมาณในการจัดการไม่ต่ำกว่าปีละ 28 ล้านบาท ต้นทางของขยะมาจากคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว แม้ อบต.อ่าวนาง จะพยายามใช้ทุกวิถีทางในการแก้ไขปัญหา ทั้งการออกเทศบัญญัติหรือกฎกติกาต่างๆ แต่เนื่องจากสิ่งเหล่านั้นถูกกำหนดมาจากภาครัฐทำให้ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน  แตกต่างจากธรรมนูญสุขภาพ หมู่ที่ 5 บ้านทุ่ง ตำบลอ่าวนาง ภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่เกิดจากคนในชุมชนมองเห็นปัญหา สร้างข้อตกลงร่วมจนเป็นกติกาสังคม ท้องถิ่นก็ได้นำกติกาสังคมนั้นไปยกระดับเป็นเทศบัญญัติที่ทุกคนยอมรับ

นางอรพรรณ ศรีสุขวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชี้แจงว่าธรรมนูญสุขภาพเป็นเครื่องมือที่ให้บทบาทแก่คนทุกคน สอดคล้องกับวิถีชีวิตและธรรมชาติของแต่ละคน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนเล็กคนน้อยจะต้องมีส่วนรับผิดชอบ เช่น ชาวบ้านต้องนำขยะมาวางทิ้งตามเวลาที่กำหนด ต้องมัดปากถุงและคัดแยกขยะ ขณะที่ซาเล้งก็ร่วมเป็นจิตสาธารณะที่ดูแลเรื่องขยะรวมถึงความปลอดภัยบนเนื้องานที่ตนเองทำอยู่  คนขับเรือหางยาวก็ใช้บทบาทของตนเองในการสร้างจิตสำนึกให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยว

“ปัญหาขยะไม่ใช่เพียงเรื่องเศษผงที่ทิ้งอยู่ข้างทาง แต่เป็นเรื่องการจัดการเชิงระบบที่ใหญ่มาก เห็นได้จากการให้ความสำคัญทั้งในส่วนของสมัชชาสุขภาพจังหวัดกระบี่และถูกกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ของจังหวัด ส่วนภาควิชาการก็ได้เข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ พัฒนานวัตกรรม เช่นการทำถนนจากอิฐบล็อกจากพลาสติก ล้วนมีส่วนสร้างความมั่นใจให้กับคนในพื้นที่

นายปรีชา ปานคง ชาวบ้านตำบลอ่าวนาง ผู้ประกอบการกลุ่มน้ำหมักชีวภาพ ชี้แจงว่าถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตำบลอ่าวนางเต็มไปด้วยความสกปรกเลอะเทอะ ขยะเต็มสองข้างทาง บางครั้งก็มีการเผาขยะริมถนน ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หากจะสรุปปัญหาของตำบลอ่าวนาง พบว่ามี 3 เรื่องใหญ่ๆ ได้แก่ ทิ้งขยะไม่เป็นเวลา ทิ้งขยะเรี่ยราด และปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเล

“ที่ผ่านมา อบต.อ่าวนาง พยายามรณรงค์ให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะ จัดทำโครงการแลกขยะกับเครื่องอุปโภคบริโภคในครัวเรือน ตลอดจนสร้างสถานีขยะเป็นจุดทิ้งขยะขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ปัญหาเบาบางลง ต้องยอมรับว่า อบต.อ่าวนาง ทำงานจริงจัง แต่ชาวบ้านไม่ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปัญหาขยะจึงคงอยู่มาเป็นสิบปี จนกระทั่งเกิดสมัชชาสุขภาพจังหวัดกระบี่และมีการนำเรื่องนี้เข้าไปพูดคุย ก่อนจะเกิดการผลักดันให้ตำบลจัดทำธรรมนูญสุขภาพขึ้นมา”

นายปรีชาอธิบายว่าในช่วงแรกของการจัดทำธรรมนูญสุขภาพ ชาวบ้านยังไม่ค่อยเข้าใจ ไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร แต่เมื่อผู้นำชุมชนเอ่ยปากชักชวนต่อๆ กันไปก็เริ่มมีคนมาเข้าร่วม ทั้งกรรมการหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน หน่วยราชการ โรงเรียน ผู้นำศาสนา ผู้ประกอบการ ห้างร้าน ชมรมสามล้อ กลุ่มเรือหางยาว ฯลฯ เมื่อคนเข้าร่วมมากขึ้นก็เริ่มมองเห็นปัญหาร่วมกัน สุดท้ายก็พร้อมใจกันปฏิบัติตามข้อกำหนดในธรรมนูญสุขภาพ

“อย่างผมถนัดเรื่องทำน้ำหมักชีวภาพก็สนับสนุนในส่วนนี้ กลุ่มเรือหางยาวก็ไปกำหนดมาตรการเฝ้าระวังนักท่องเที่ยวให้นำขยะกลับมาทิ้งบนฝั่ง หรืออย่างผู้ประกอบการก็เรื่องการคัดแยกขยะ การจัดการน้ำเสีย รวมถึงต่อยอดการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เช่น กิจกรรม Big Cleaning Day ประจำเดือน” นายปรีชาระบุ

ด้าน นายพันคำ กิตติธรกุล นายก อบต.อ่าวนาง ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมา อบต.อ่าวนาง มุ่งเน้นแก้ไขปัญหากับคนในพื้นที่เป็นลำดับแรก เช่น รณรงค์ให้เก็บกวาด แจกถังขยะตามครัวเรือน สร้างจุดทิ้งขยะ แต่ที่สุดแล้วก็ไม่สามารถควบคุมขยะได้ เนื่องจากประชาชนยังขาดจิตสำนึกและไม่ยอมทำตามกฎหมาย ทาง อบต.อ่าวนาง จึงปรับแนวคิดด้วยการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมมาจัดการขยะ

“เราทำประชาคมพูดคุยกับทุกภาคส่วนและนำเครื่องมือภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 นั่นคือ ธรรมนูญสุขภาพตำบล เข้ามาสนับสนุนการทำงาน โดยทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าปัญหาขยะและน้ำเสีย คือสิ่งที่ทุกคนอยากให้แก้ไข ในธรรมนูญสุขภาพจึงมีข้อบัญญัติถึงกติกาและแนวปฏิบัติเพื่อจัดการขยะร่วมกัน”

นายพันคำยกตัวอย่างการดำเนินงานว่า อบต.อ่าวนาง ดำเนินการจัดเก็บถังขยะทั้งหมดและทดลองเปลี่ยนมาใช้ถุงดำตามธรรมนูญสุขภาพบัญญัติให้ครัวเรือนและสถานประกอบการทุกแห่งต้องนำขยะบรรจุใส่ถุงดำ ผูกปากถุงให้มิดชิด และนำมาวางในจุดที่กำหนดระหว่างเวลา 19.00 – 24.00 น. จากนั้นทาง อบต.อ่าวนาง ก็จะส่งรถขยะออกไปจัดเก็บ

“อบต.อ่าวนาง ยังให้ความสำคัญกับการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง เรารณรงค์ให้ครัวเรือนและผู้ประกอบการคัดแยกขยะ  ขยะในตำบลอ่าวนางมีจำนวนมาก ทำให้เป็นที่หมายปองของซาเล้งเก็บของเก่าทั้งในและนอกพื้นที่ เราจึงจัดทำโครงการ “สายตรวจซาเล้ง” เปิดให้กลุ่มซาเล้งมาขึ้นทะเบียน กรอกประวัติ และรับเสื้อกั๊กอย่างถูกต้อง สุดท้ายคนกลุ่มนี้จะช่วยคัดแยกขยะ สามารถนำไปขายสร้างรายได้ และยังช่วยเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสความไม่ชอบมาพากลให้กับเจ้าหน้าที่อีกแรงหนึ่ง โดยประเด็นการคัดแยกขยะก็ถูกบรรจุอยู่ในธรรมนูญสุขภาพด้วยเช่นกัน”

สายตรวจซาเล้ง
โครงการ “สายตรวจซาเล้ง” เปิดให้กลุ่มซาเล้งมาขึ้นทะเบียน กรอกประวัติ และรับเสื้อกั๊กอย่างถูกต้อง เพื่อช่วยคัดแยกขยะและเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสความไม่ชอบมาพากลให้กับเจ้าหน้าที่

นายอดิศักดิ์ แซ่หลี ผู้ประกอบอาชีพซาเล้งเก็บของเก่า เจ้าของเสื้อกั๊กหมายเลข 3 ชี้แจงว่า ที่ผ่านมา ซาเล้งเก็บของเก่ามักจะถูกมองด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจ หากมีของหายก็จะถูกสงสัยเป็นลำดับแรกๆ ประกอบกับในอดีต มีซาเล้งจากนอกพื้นที่เข้ามาในตำบลอ่าวนางเป็นจำนวนมาก ส่วนตัวจึงเห็นด้วยกับมาตรการจัดระเบียบซาเล้งด้วยการเปิดให้ขึ้นทะเบียนและให้สวมใส่เสื้อกั๊ก เพราะจะทำให้ทำงานได้อย่างเปิดเผย ไม่ถูกหวาดระแวง ส่วนซาเล้งนอกพื้นที่ก็ไม่สามารถเข้ามาได้

“ผมทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้า ไปจนถึงตี 2 จึงจะเข้าบ้าน ช่วงเช้าก็จะรับซื้อของเก่า ช่วงค่ำก็จะมาแยกขยะไปขาย เฉลี่ยแล้วในแต่ละวันผมแยกขยะไปขายได้ประมาณ 100 กิโลกรัม ส่วนฤดูท่องเที่ยวหรือเทศกาลเคยแยกได้มากสุดถึง 1,000 กิโลกรัม ทำรายได้ตั้งแต่วันละ 800 บาท ไปจนถึง 2,000 บาท และเคยมีรายได้สูงสุดถึงเดือนละ 6 หมื่นบาท”

นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า ทุกวันนี้มีซาเล้งลงทะเบียนอยู่ 52 คัน ถ้าแต่ละคันสามารถแยกขยะออกไปขายได้วันละ 100 กิโลกรัม ก็เท่ากับช่วยกำจัดขยะออกไปจากระบบมากถึงกว่าวันละ 5 ตัน ส่วนตัวคิดว่ากลุ่มซาเล้งก็มีส่วนสำคัญในการลดขยะ และหากทุกครัวเรือนรู้จักแยกขยะไปขายเองได้ นอกจากจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นแล้วยังจะช่วยลดจำนวนขยะในอ่าวนางได้อีกมาก

ด้าน นพ.วีรพงศ์ สกลกิติวัฒน์ ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดกระบี่ และประธานคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน เขต 11 ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ปัญหาขยะมูลฝอยและการปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเลเป็นวาระที่สมาชิกสมัชชาสุขภาพจังหวัดกระบี่ ซึ่งประกอบด้วยภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน ผู้ประกอบการ หน่วยราชการ และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน แสดงความกังวลและให้ความสำคัญในการแก้ไข โดยที่ประชุมมีฉันทมติเมื่อปี 2560 และขับเคลื่อนมติฯ ตลอดปี 2561 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โดยอยู่ในช่วงประเมินว่าควรจะปรับปรุงหรือต่อยอดอย่างไร ทั้งนี้ ประเด็นเดียวกันนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์สานพลังของ กขป.เขต 11 เรื่องสุขภาวะทางทะเล เนื่องจากขยะมูลฝอยที่ไหลลงสู่ทะเลนั้นส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดมาจากบนบก กขป.เขต 11 จึงให้น้ำหนักไปที่การรณรงค์ในระดับตำบล หมู่บ้าน พร้อมๆ กับการผลักดันกฎหมายและการสื่อสารเพื่อสร้างจิตสำนึก

อนึ่ง “ธรรมนูญสุขภาพ หมู่ที่ 5 บ้านทุ่ง ตำบลอ่าวนาง” ประกาศใช้เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 แบ่งออกเป็น 7 หมวด รวมทั้งสิ้น 34 ข้อ โดยมีข้อบัญญัติที่เกี่ยวข้อง อาทิ

ข้อที่ 3 ประชาชน/สถานประกอบการต้องมีส่วนร่วมในการรักษาความสะอาดเรียบร้อย และห้ามทิ้งขยะลงบนถนน ไหล่ทาง ที่สาธารณะ หากไม่ปฏิบัติตามต้องยินยอมเสียค่าปรับ ครั้งละ 2,000 บาท และเทศกิจหรือผู้ที่สามารถชี้ตัวผู้กระทำผิดและสามารถเอาผิดกับผู้กระทำผิดได้ จะได้รับเงินรางวัลส่วนแบ่งจากค่าปรับ จำนวน 1,000 บาท

ข้อ 4 ครัวเรือนและสถานประกอบการทุกแห่งต้องนำขยะมูลฝอยบรรจุใส่ถุงดำและผูกปากถุงให้มิดชิด และนำมาวางหน้าบ้านตนเองริมเส้นทางจราจร หรือจุดที่กำหนด ระหว่างเวลา 19.00 – 24.00 น.

ข้อ 15 ครัวเรือนและสถานประกอบการมีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะมูลฝอย ณ แหล่งกำเนิด โดยลดปริมาณการใช้ มีการคัดแยกขยะในครัวเรือนของตนเอง และส่งเสริมให้มีการนำขยะไปเพิ่มมูลค่า