ถามหา “ประชาธิปไตยด้านพลังงาน” ลดทุนผูกขาด แนะชาติอาเซียนเร่งหารือจีนแก้วิกฤตแม่น้ำโขง

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2562 ณ อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์อาเซียนศึกษาร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สถาบันพระปกเกล้า สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จัดเวทีอภิปราย “สถานการณ์ภัยแล้งน้ำโขง : ผลกระทบและทางออก” นับเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมโครงการสัปดาห์จุฬาฯ อาเซียน ครั้งที่ 8 “Is ASEAN Really Sustainable in a Changing Global Future? ”  ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม 2562 เพื่อสร้างความตระหนักแก่ประชาคมอาเซียนในการบูรณาการความร่วมมือเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมทั้งเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนในปี 2562

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า สถานการณ์แม่น้ำโขงนับตั้งแต่สร้างเขื่อนตัวแรกในจีนเมื่อปี 2539 ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเริ่มผิดปกติ ปี 2546 สร้างเขื่อนแห่งที่ 2 มีความเสียหายจากการขึ้น-ลงของน้ำไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ปี 2553 สร้างเขื่อนแห่งที่ 4 ที่มีขนาดใหญ่มาก ต่อมาเกิดเหตุการณ์แม่น้ำโขงแห้ง  ถึงแม้กระแสช่วงนั้นจะคาดว่าสาเหตุเกิดจากภาวะโลกร้อน  แต่ผู้ที่อาศัยอยู่กับแม่น้ำโขงรู้ดีว่าโลกร้อนเป็นเพียงสาเหตุหนึ่ง  สิ่งที่เร่งให้แม่น้ำโขงแห้งคือเขื่อน  สังเกตจากการลงพื้นที่แม่น้ำสาละวินในช่วงเดียวกัน พบว่าแม่น้ำสาละวินที่มีแหล่งกำเนิดจากหิมะเช่นเดียวกับแม่น้ำโขงและมีแหล่งต้นน้ำใกล้กันไม่ประสบปัญหาน้ำแห้ง ต่อมาจีนสร้างเขื่อนอีกหลายแห่งก็ยิ่งทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงอย่างเด่นชัด

นายนิวัฒน์กล่าวถึงสถานการณ์ในปัจจุบันว่า “โฆษกสถานทูตจีนบอกว่าเขื่อนจีนมีประโยชน์สำหรับคนท้ายน้ำ เพราะกักน้ำในฤดูน้ำหลากไว้ 70% และช่วยปล่อยน้ำในฤดูแล้ง ซึ่งเป็นวิธีคิดที่วิปริต เพราะการควบคุมน้ำทำลายระบบนิเวศ จีนยังบอกว่าการปล่อยน้ำมาเป็นบุญเป็นคุณกับคนท้ายน้ำ ซึ่งมันไม่ใช่  ในหน้าแล้งนกอพยพควรได้วางไข่ตามเกาะแก่งแต่ก็ถูกน้ำท่วม  พื้นที่แหล่งอาหารของปลาก็หายไป จีนกักน้ำเพื่อประโยชน์ด้านพลังงานและการเดินเรือ  แต่คนแม่น้ำโขงต้องพึ่งพาแม่น้ำธรรมชาติ การแย้งกันทางความคิดแบบนี้ทำให้แม่น้ำโขงมีปัญหา”

ทั้งนี้ นายนิวัฒน์ชี้ว่า ชาติอาเซียนต้องหันมาพูดคุยเรื่องวิกฤตแม่น้ำโขงอย่างจริงจังเพื่อนำไปหารือจีน ที่ผ่านมาภาคประชาชนตื่นตัวแล้ว รวมตัวกันขับเคลื่อนปัญหา แต่ยังช้าเมื่อเทียบกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำโขง  กลุ่มนักวิชาการก็ยังไม่มีความชัดเจน  ขณะที่หน่วยงานรัฐยังมีบทบาทน้อยและท่าทีที่แสดงออกมาเป็นการตั้งรับ  ทางกลุ่มรักษ์เชียงของตลอดจนเครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง เคยมายื่นหนังสือถึงจีนแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง

“จีนอาจจะคิดว่าตัวเองเป็นประเทศใหญ่และเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำเป็นประโยชน์ของคนท้ายน้ำ ลาวก็ลำบากเพราะอยากเป็นแบตเตอรี่ของเอเชียและอยู่ภายใต้เงื้อมเงาจีนเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่น่าห่วงที่สุดคือรัฐบาลไทยเพราะไม่เคยมีความชัดเจนในเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ปีนี้ไทยเป็นประธานอาเซียน ควรยกระดับเรื่องแม่น้ำโขงมาอยู่บนโต๊ะเจรจา  ไม่ใช่แค่นายกฯ ออกมาพูดว่าขอให้จีนปล่อยน้ำซึ่งเป็นบทบาทที่กระจอกเกินไป แทนที่จะใช้ฐานะประธานอาเซียนหยิบยกเรื่องแม่น้ำโขงมาพูดคุยกันในเวทีใหญ่”

แม่น้ำโขง

ด้าน นายชัยวัฒน์ พาระคุณ ผู้แทนเครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า แม่น้ำโขงตั้งแต่ช่วงที่ไหลผ่านชายแดนไทยอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ไปจนถึงจังหวัดหนองคายมีนิเวศไม่เหมือนที่อื่น เช่นมีต้นไคร้เป็นแหล่งวางไข่และเจริญวัยของปลา แต่เมื่อเกิดน้ำท่วมในหน้าแล้งและแห้งในหน้าฝน ทำให้ต้นไคร้ตาย ขณะที่ปลาซึ่งต้องขึ้นไปวางไข่ตามพื้นที่ชุ่มน้ำและริมแม่น้ำโขง เมื่อเกิดน้ำลดระดับอย่างรวดเร็วประกอบกับอุณหภูมิที่ร้อน ทำให้ปลาตายจำนวนมาก  หากเป็นสถานการณ์ปกติต้นไคร้จะช่วยได้  แต่วันนี้ต้นไคร้จำนวนมากตาย ทำให้รากฝอยที่ยึดหน้าดินหายไปและเกิดน้ำเซาะ  เดี๋ยวนี้สัตว์เล็กสัตว์น้อยหายไปหมด ทำให้อาชีพประมงอยู่ยากและหายไปแล้ว 60-70 %

นายศุภกิจ นันทะวรการ ผู้แทนมูลนิธินโยบายสุขภาวะ กล่าวว่า ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเกินกว่าทศวรรษแล้ว ซึ่งข้อมูลปี 2561 กำลังการผลิตไฟฟ้าที่เกินเพิ่มขึ้นอีกประมาณเท่ากับกำลังการผลิตของเขื่อน 5 เขื่อน ขณะที่อัตราการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในระดับที่ลดลงเพราะมีการใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้นและผู้บริโภคพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น มีทางเลือกพลังงานที่ยั่งยืน ขณะที่ทุกประเทศในย่านนี้มีศักยภาพในการทำพลังงานหมุนเวียนเป็นอย่างมาก สามารถพึ่งพาตนเองได้

“แทนที่จะเร่งสร้างโรงไฟฟ้า ถ้าเราหันมาทำเรื่องพลังงานหมุนเวียนจะช่วยได้เยอะ แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ได้คิดแบบนี้ เพราะเขามีแผนจะสร้างอีก 5 เขื่อนยักษ์ และมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าอีกนับสิบแห่ง ในความเป็นจริงเราไม่ต้องการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่เขาได้เซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าล็อคไว้หมดแล้ว กลไกต่างๆ ของประเทศถูกกลุ่มธุรกิจพลังงานแทรกเข้าไป ทั้งกลไกราชการและคณะกรรมการชุดต่างๆ เราต้องการประชาธิปไตยด้านพลังงานเพื่อผลิตไฟฟ้าที่ตนเองผลิตได้ ไม่ใช่ถูกผูกขาดจากเขื่อนหรือโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่” นายศุภกิจ กล่าว

ด้าน ดร.คาร์ล มิดเดิลตัน นักวิชาการศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ทุกวันนี้ยังมีความเชื่อว่าเขื่อนขนาดใหญ่มีประโยชน์อยู่บ้างเพราะทำให้ค่าไฟฟ้าถูก และเชื่อมต่อกับเรื่องชลประทานรวมทั้งบรรเทาความแห้งแล้งและน้ำท่วม ซึ่งไม่ใช่ความจริง เราจึงต้องถามว่าอะไรเป็นหลักการความร่วมมือการจัดการแม่น้ำข้ามพรมแดน ซึ่งจีนควรเข้ามาคุยด้วย สถานการณ์ความแห้งแล้งสะท้อนว่าจีนมีความสามารถกักเก็บแม่น้ำโขงตอนบนได้มากแค่ไหน ดังนั้นเราต้องพูดถึงความร่วมมือระหว่างประเทศโดยเฉพาะระหว่างรัฐบาลแต่ละประเทศกับจีน

“ทุกวันนี้ในลาวไม่มีข้อมูลการกักเก็บน้ำออกมาเลย ทำให้การคุยกันในแนวทางสร้างสรรค์ทำได้ลำบาก แถมมีความร่วมมือใหม่คือ ล้านช้าง-แม่โขง หรือแอลเอ็มซี ที่ลงนามกันที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา มีการพูดถึงเรื่องการทำวิจัยร่วมกัน ความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำ แต่กลับไม่มีพื้นที่ให้ประชาชนเข้าร่วมเพื่อแบ่งปันทรัพยากรน้ำร่วมกัน ขณะที่เอ็มอาร์ซีซึ่งดูแลแม่น้ำโขงตอนล่างและมีงานวิจัยดีๆ ออกมามากมาย แต่จะทำอย่างไรให้งานวิจัยเหล่านั้นถูกนำมาปฎิบัติ”

ทั้งนี้ ผู้จัดเวทีอภิปรายเชิญผู้แทนกระทรวงต่างประเทศและผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย แต่ทั้ง 2 หน่วยงานไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วม