พลิกวิธีการ ‘ปลูกข้าว’ ช่วยลดโลกร้อน-เพิ่มรายได้เกษตรกร ผ่านโครงการ ‘ไทย ไรซ์ นามา’

ภาคการเกษตร ถือเป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะเดียวกัน “นาข้าว” ก็เป็นแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดในภาคการเกษตร โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งสามารถทำให้โลกร้อนได้มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ได้เปิดตัวโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ “ไทย ไรซ์ นามา” ซึ่งมีเป้าหมายที่จะปรับเปลี่ยนระบบการทำนาในปัจจุบันไปสู่ระบบการทำนาแบบยั่งยืน

ภายใต้โครงการนี้ จะผลักดันให้มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าวให้กับเกษตรกรจำนวน 100,000 ครัวเรือนในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคกลางได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และสุพรรณบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2.8 ล้านไร่ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2561-2566

โครงการดังกล่าวคาดการณ์ว่าเทคโนโลยีที่นำมาใช้ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1.73 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซค์เทียบเท่า ภายใต้เทคนิคปลูกข้าวลดโลกร้อน 4 กระบวนการสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย

1. เทคโนโลยีการปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบแสงเลเซอร์ (Laser Land Levelling)

เป็นการปรับพื้นที่นาให้เรียบเสมอกัน ซึ่งจะทำให้การใช้ทรัพยากรน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อน้ำครอบคลุมได้เท่ากันทั่วทั้งแปลงนา ผลคือลดปริมาณการใช้น้ำได้ตลอดฤดูกาลเพาะปลูก ลดต้นทุนการใช้สารปราบวัชพืช น้ำมัน ค่าแรงงาน รวมทั้งต้นข้าวมีความสม่ำเสมอ ส่งผลให้ได้ผลผลิตเท่ากันทั่วทั้งแปลง

ทั้งนี้ การปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบแสงเลเซอร์ (Laser Land Leveling) เป็นการปรับพื้นนาในสภาพดินแห้งที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด ในระดับความคลาดเคลื่อนบวกลบไม่เกิน 2 เซนติเมตรทั่วทั้งแปลง แม้จะมีต้นทุนค่าปรับพื้นที่ที่สูงกว่าการปรับโดยใช้ระดับน้ำเป็นเกณฑ์ หรือการปรับพื้นนาในสภาพมีน้ำท่วมขัง แต่ก็จะสามารถคืนทุนค่าปรับพื้นที่ภายใน 3 ฤดูปลูก

2. การจัดการน้ำในนาแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD)

เป็นเทคโนโลยีการปลูกข้าวด้วยการควบคุมระดับน้ำ โดยให้น้ำเป็นรอบเวรในช่วงการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ จนกระทั่งข้าวเริ่มกำเนิดช่อดอก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว และลดปริมาณน้ำที่ใช้กับการปลูกข้าวในเขตชลประทาน ได้ 20-50% และสามารถลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงได้กว่า 3%

ทั้งนี้ รายงานผลการวิจัยของกรมการข้าว ระบุว่าการจัดการน้ำในนาข้าวที่เหมาะสมจะช่วยลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจก และสามารถประหยัดน้ำที่ใช้ในการทำนา โดยความสัมพันธ์ของการจัดการน้ำตลอดช่วงการเจริญเติบโตของข้าวจะมีความแตกต่างกัน

3. การจัดการธาตุอาหารพืชและการใช้ปุ๋ย (Site Specific Nutrient Management)

เป็นการจัดการธาตุอาหารพืช หรือนาข้าว โดยการใช้ปุ๋ยเพื่อเพิ่มธาตุอาหารที่ข้าวขาดแคลน ให้ข้าวได้รับทุกธาตุอย่างเพียงพอและสมดุล ได้ผลผลิตข้าวสูงขึ้น โดยมีหลักการใส่ปุ๋ยที่ถูกต้อง 4 ประการ ได้แก่ 1.ชนิดปุ๋ยที่ถูกต้อง (Right Kind) 2.อัตราปุ๋ยที่ถูกต้อง (Right Rate) 3.ใช้ปุ๋ยให้ถูกจังหวะเวลา (Right Time) 4.ใส่ปุ๋ยในบริเวณที่ถูกต้อง (Right Place)

สำหรับการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องทั้ง 4 ประการ จะส่งผลดีด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ขณะเดียวกันการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราที่เหมาะสม จะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าชเรือนกระจก เพื่อให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ลดปัญหาการปล่อยก๊าชมีเทนในนาข้าว

ทั้งนี้ จะมีการแนะนำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีในนาข้าวอย่างถูกต้อง ตามค่าวิเคราะห์ดินทางเคมี ซึ่งการวิเคราะห์ดินก่อนปลูกข้าว เป็นการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดินล่วงหน้า โดยข้อมูลที่ได้จะเชื่อมโยงกับข้อมูลดินในระดับกลุ่มชุดดินของกรมพัฒนาที่ดิน อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวได้อย่างยั่งยืน บนพื้นฐานข้อมูลทางวิชาการที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่

4. การจัดการฟางและตอซัง (Straw and Stubble Management)

สำหรับการเผาฟางในนาข้าวก่อให้เกิดความเสียหายหลายประการ ทั้งสภาพแวดล้อม และภาวะเรือนกระจก ซึ่งควันจากการเผาฟางยังเป็นสาเหตุหนึ่งของอุบัติเหตุบนท้องถนน ความร้อน และฝุ่นละอองจากขี้เถ้าที่พัดมากับลมยังเป็นมลพิษเช่นเดียวกับควัน

นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ฟางข้าว ถือเป็นอินทรียวัตถุที่มีธาตุอาหารพืชเป็นองค์ประกอบ เช่น ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปรแทสเซียม เมื่อฟางข้าวถูกเผา ธาตุอาหารเหล่านี้จะสูญเสียไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งไนโตรเจนสูญหายไป 93% และฟอสฟอรัสสูญหายไป 20% จึงทำให้ดินเสื่อมโทรมลงไปจากการทำนาและเผาฟางอย่างต่อเนื่อง

ในทางกลับกัน การทำนาแบบไม่เผาตอซังจะช่วยในการอนุรักษ์ดิน ไม่ทำให้ดินเสื่อม และทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้นจากเศษตอซังข้าวและวัชพืชที่อยู่ในแปลงนา โดยการเอาฟางออกจากแปลงนาก่อนการเตรียมดิน ด้วยการอัดฟางก้อนเป็นอาหารสัตว์หรือเป็นวัสดุเพาะ และไถกลบตอซังข้าวก่อนการเตรียมดิน

ทั้งนี้ การไถกลบตอซังแล้วปล่อยทิ้งไว้ 1 เดือนก่อนการเตรียมดิน มีแนวโน้มให้ผลผลิตข้าวสูงกว่าข้าวที่ปลูกในแปลงที่มีการเผาฟาง โดยการไถกลบตอซังแล้วปล่อยทิ้งไว้ 15 วัน ในสภาพดินแห้งถึงชื้นก่อนเตรียมดินปลูกข้าว จะสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีในนาข้าวลงได้ในฤดูที่ 2 และฤดูต่อๆ ไป โดยข้าวให้ผลผลิตไม่แตกต่างกัน

สุริยัน วิจิตรเลขาการ รองผู้อำนวยการโครงการเกษตรกรรมและอาหาร GIZ ประจำประเทศไทย ขยายความว่า ในแต่ละเทคโนโลยีจะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตข้าวได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น เทคนิคการปรับหน้าดินให้เรียบเสมอกัน จะช่วยให้เกษตรกรประหยัดค่าสูบน้ำได้มากถึง 50% เทคนิคการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง จะช่วยให้ระบบรากข้าว การแตกกอ และความสมบูรณ์ของข้าวดีขึ้น

ในส่วนเทคนิคการใส่ปุ๋ยตามคำวิเคราะห์ดิน จะช่วยลดต้นทุนการใช้ปริมาณปุ๋ยที่มากเกินความจำเป็น และรักษาแร่ธาตุในดิน ทำให้ดินมีความสมบูรณ์มากขึ้น และวิธีสุดท้ายคือการจัดการฟางและตอซัง จะช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรหยุดเผาเศษวัสดุเหลือใช้ในนาข้าว ลดฝุ่นละอองและหมอกควันในเวลาเดียวกัน อีกทั้งเกษตรกรสามารถนำฟางข้าวไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้

“การใช้เทคนิคเหล่านี้นอกจากจะทำให้เกษตรกรลดต้นทุนในการปลูกข้าวแล้ว ยังช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวและได้ข้าวที่มีคุณภาพดีขึ้น อีกทั้งยังมีการสนับสนุนการเข้าถึงตลาดจากภาคธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น” เขาระบุ

ด้าน ดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการไทย ไรซ์ นามา ยังได้ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พัฒนาเงินทุนหมุนเวียนเพื่อจ่ายค่าบริการปรับพื้นที่ด้วยระบบเลเซอร์ให้แก่เกษตรกร โดยเกษตรกรสามารถผ่อนชำระคืนภายหลังได้ในระยะเวลา 3 ฤดูปลูก ซึ่งเงินทุนหมุนเวียนนี้จะเชื่อมโยงกับสินเชื่อสีเขียวของ ธ.ก.ส. ที่ให้เงินทุนแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการซื้อเครื่องจักรกลมาใช้ในกิจกรรมการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ เกออร์ก ชมิตท์ เอกอัครราชฑูตเยอรมันประจำประเทศไทย ระบุว่า เกษตรกรเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ในขณะเดียวกันเกษตรกรเองก็สามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้ จึงน่ายินดีที่โครงการจะแสดงให้เห็นถึงวิธีการผลิตข้าวรูปแบบใหม่ ที่ช่วยดูแลรักษาธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้กับเกษตรกร

อนึ่ง โครงการไทย ไรซ์ นามา ได้รับทุนการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 14.9 ล้านยูโร หรือราว 530 ล้านบาท ผ่านกองทุน NAMA facility ที่สนับสนุนโดยรัฐบาลประเทศเยอรมนี รัฐบาลสหราชอาณาจักร รัฐบาลเดนมาร์ก และสหภาพยุโรป