งานหนักหลังปี 2030 ทั่วโลกเร่งหารือยกระดับลด ‘โลกร้อน’ ก่อนประชุม COP25 ปลายปี

งานหนักหลังปี 2030 ทั่วโลกเร่งหารือยกระดับลด ‘โลกร้อน’ ก่อนประชุม COP25 ปลายปี

ก่อนที่การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 25 หรือ COP25 จะถูกจัดขึ้นในปลายปีนี้ ที่เมืองซันติอาโก ประเทศชิลี สิ่งที่ทั่วโลกจะต้องพูดคุยกันอย่างมากเพื่อให้การดำเนินงานลดโลกร้อนดำเนินต่อไปได้ คือเรื่องของ Paris Agreement Work Programme หรือรายละเอียดการดำเนินงานภายใต้ความตกลงปารีส ที่จะต้องมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ขณะนี้เป็นที่ทราบกันแล้วว่า จากการแสดงความพยายามของแต่ละประเทศ ในการร่วมกันควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส หรือ 1.5 องศาฯ เทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม เมื่อประเมินจากเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ที่แต่ละประเทศแสดงเจตจำนงค์ออกมานั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสามารถทำได้ตามเป้าภายในปลายศตรวรรษนี้

“ทุกประเทศตระหนักดีว่าเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ค่อนข้างที่จะห่างไกลกับเป้าที่กำหนดไว้ในความตกลงปารีส มันเลยทำให้หลายประเทศมีการประชุมนอกรอบต่างๆ เช่น Climate Action Summit ที่จะจัดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ ว่าจะต้องยกระดับการทำงานขึ้นมาอย่างไร” ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ระบุ

เขาระบุว่า แม้ในการประชุม COP24 ที่จัดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้วจะถือว่าสำเร็จได้ตามเป้าประสงค์ แต่ในเรื่องวิธีการปฏิบัตินั้นอาจยังไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง จึงเป็นสาเหตุที่จะต้องมีการประชุมย่อยต่างๆ ก่อนที่จะถึงการประชุมปลายปีนี้ เพื่อกำหนดรายละเอียดของการดำเนินงาน รวมถึงการเจรจาเพื่อให้ทุกประเทศยกระดับเป้าหมายที่ท้าทายมากขึ้น หรือลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้เพิ่มมากๆ นั่นเอง

ทั้งนี้ ตามผลการศึกษาล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ได้พบว่าในการก้าวไปสู่เป้าหมายลดอุณหภูมิโลกให้ได้ 2 หรือ 1.5 องศาฯ ทุกประเทศทั่วโลกจะต้องตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ 45% ในปี 2030 และภายในปี 2050 ทุกประเทศจะต้องเป็น Carbon Neutral หมายความว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับอัตราการดูดกลับต้องเท่ากัน หรือโดยรวมแล้วเป็นศูนย์นั่นเอง

สำหรับประเทศไทย รองเลขาธิการ สผ. ระบุว่าจากฐานข้อมูลปี 2013 ไทยมีตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ 318 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมีอัตราการดูดกลับจากภาคป่าไม้ 86 ล้านตันฯ ดังนั้นหากต้องการลดให้ถึงเป้าหมายในอนาคตตามการศึกษาดังกล่าว นั่นแปลว่าตัวเลข 232 ล้านตันฯ ที่เหลือจะมีอยู่สองทางเลือก คือเพิ่มการดูดกลับให้ได้ทั้งหมด หรือไปลดการปล่อยลงนั่นเอง

“การลดการปล่อยก๊าซฯ จะไปกระทบอะไรบ้าง ในภาคการเกษตร เฉพาะนาข้าวปล่อยตั้ง 28 ล้านตันฯ ยังไม่นับรวมการเผาที่โล่ง การใช้สารเคมี ขณะที่ภาคพลังงานก็ต้องลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้หมด ไม่เช่นนั้นตัวเลขการปล่อยก็ไม่หาย ส่วนป่าไม้ถึงจะปลูกได้เต็มที่ แต่ก็มีได้จำกัด” เขาให้ภาพ

ในส่วนของความเข้มข้นที่มากขึ้น ดร.พิรุณ ระบุว่า แม้ในระยะสั้นประเทศไทยจะยังยืนอยู่บนเป้าหมายการลด 20-25% ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ แต่ในขณะนี้ก็ได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการศึกษาและวิเคราะห์ถึงเป้าหมายระยะถัดไป ซึ่งเป็นเป้าหมายภายหลังปี 2030 เพื่อประเมินการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ โดยมองขีดความสามารถของประเทศเป็นหลัก ให้เศรษฐกิจและสังคมสามารถเติบโตได้บนพื้นฐานที่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าหากจะต้องมีการดำเนินการเพื่อให้ไปถึงจุดที่ IPCC ได้ศึกษาออกมานั้น เชื่อว่ามันจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และเป็นสิ่งที่ยากมากหากจะไปถึงจุดนั้น ตราบใดที่ไม่มี Disruptive Technology หรือเทคโนโลยที่ก้าวกระโดด มาสนับสนุนในการดำเนินงาน เช่น เทคโนโลยีด้านพลังงาน เป็นต้น

ดร.พิรุณ เล่าถึงตัวอย่างสิ่งที่ทั่วโลกได้หารือเพื่อยกระดับการดำเนินงานขณะนี้ เช่น การเปลี่ยนรูปแบบของการส่งรายงานความก้าวหน้ารายสองปี หรือ Biennial Update Report (BUR) ให้เป็นรายงานความโปร่งใสทุกสองปี หรือ Biennial Transparency Report (BTR) โดยจะเริ่มเปลี่ยนในปี 2024 ซึ่งมีความแตกต่างคือทุกประเทศจะต้องใช้คู่มือ หรือวิธีการคำนวณก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ยังมีส่วนของความพยายามให้ทุกประเทศเสนอเป้าหมายในรูปแบบเดียวกัน จากเดิมที่ให้โอกาสประเทศกำลังพัฒนาตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก ในลักษณะที่ปล่อยเพิ่มได้ในอัตราที่ลดลง แต่ในอนาคตมีความต้องการให้ทุกประเทศตั้งเป้าหมายการลด จากสัดส่วนที่ปล่อยจริงเฉกเช่นที่ประเทศพัฒนาแล้วกำลังใช้อยู่ คือไม่สามารถปล่อยเพิ่มได้อีก และต้องลดลงเท่านั้น

“สิ่งเหล่านี้คือที่จะต้องคุยกันให้ละเอียดหลังจากนี้ เพราะในรูปแบบที่เปลี่ยนไปนั้นนจะมีคีย์เวิร์ดสำคัญคำหนึ่ง คือให้คงความยืดหยุ่นสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งตรงนี้ที่การประชุมจะต้องถกให้ชัดว่ายืดหยุ่นอย่างไร เพราะตอนนี้ยังไม่สามารถที่จะบอกได้ชัดเจน แต่รู้แล้วว่าทิศทางของการทำงานในระดับโลก อยากให้ทุกประเทศสอดคล้องเป็นรูปแบบเดียวกัน” ดร.พิรุณ กล่าว

“ขณะเดียวกันในปี 2023 จะมีการทำสิ่งที่เรียกว่า Global Stocktake ภายใต้ความตกลงปารีส ที่จะสรุปผลการดำเนินงานในภาพรวมของประเทศต่างๆ ภายใต้อนุสัญญาฯ ว่าบรรลุความตกลงปารีสมากน้อยเพียงใด หลังจากนั้นจึงจะเป็นโมเมนตัมที่นำไปสู่การเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกภายใต้ความตกลง ยกระดับเป้าหมายประเทศตัวเองขึ้นมา แต่ถ้าถามว่ามันจะยกได้จริงหรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ หรือถึงวันนั้นอเมริกาจะยังอยู่ภายใต้ความตกลงหรือไม่ ก็ไม่มีใครตอบได้” เขาทิ้งท้าย

 , ,