สผ.นำร่อง ‘ป่าพรุควนเคร็ง’ แก้ปัญหาโลกร้อน ดันวาระชาติเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอน-สู้ฝุ่นพิษ

ภาพ: พรุควนเคร็ง

สผ.จับมือ UNDP สำรวจฟื้นฟูป่าพรุ-พื้นที่ชุ่มน้ำทั่วประเทศ นำร่อง “พรุควนเคร็ง” นครศรีธรรมราช เพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนต้านโลกร้อน สู้วิกฤตหมอกควัน-ไฟป่า เร่งหยุดยั้งการบุกรุก ขยายผลเป็นวาระชาติ

นางรวีรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สผ.ร่วมกับสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (United Nations Development Programme: UNDP) ดำเนินโครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF)

ทั้งนี้ สผ.น้อมนำพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการรักษาป่าพรุป้องกันไม่ให้ป่าพรุถูกทำลายมาปฏิบัติและดำเนินโครงการโดยประสานความร่วมมือกับศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดคณะทำงานลงพื้นที่สำรวจข้อมูลป่าพรุทั่วประเทศ และเลือกพื้นที่โครงการนำร่องอนุรักษ์ป่าพรุควนเคร็ง จ.นครศรีธรรมราช มุ่งหวังผลลัพธ์ให้เกิดการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าพรุ เพิ่มศักยภาพป่าพรุในการทำหน้าที่กักเก็บคาร์บอน เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำหรับพันธุ์พืชและสัตว์ที่มีความสำคัญระดับโลก และเป็นระบบนิเวศที่ให้บริการและปรับปรุงวิถีชีวิตท้องถิ่น

นางรวีวรรณ กล่าวอีกว่า ในภาวะที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ป่าพรุเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนที่สำคัญของโลก ช่วยปรับปรุงสภาพอากาศของท้องถิ่น รักษาความสมบูรณ์ของดินและน้ำ ป่าพรุยังทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำจืดเพื่อควบคุมไฟป่า นอกจากนี้ยังมีความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ เป็นแนวกันชนจากภัยธรรมชาติ ป้องกันน้ำเค็มรุกเข้าแผ่นดิน ป้องกันการกัดเซาะของชายฝั่ง ดักตะกอนและแร่ธาตุ เป็นแหล่งอาหารและแหล่งทำกิน สร้างอาชีพให้กับชุมชนรอบผืนป่า

อย่างไรก็ตาม ป่าพรุมีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่าป่าเขตร้อนทั่วไป เนื่องจากดินพีต (Peat) จะมีความหนา‪ตั้งแต่ 1-10 เมตร หรือมากกว่านั้น จึงทำให้ป่าพรุสามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่า โดยป่าพรุที่มีดินพีตหนา 10 เมตรขึ้นไป จะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากถึง 5,800 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เปอร์เฮกตาร์ ส่วนพื้นที่ป่าเขตร้อนทั่วไปกักเก็บคาร์บอนได้เพียง 300-800 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เปอร์เฮกตาร์

“ดังนั้นการทำลายพื้นที่ป่าพรุที่มีศักยภาพดูดซับคาร์บอนจะส่งผลให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยไปสู่ชั้นบรรยากาศเทียบเท่าการปล่อยควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้ป่าพรุเสื่อมโทรม คือ ขาดการดูแลพื้นที่ป่าพรุดั้งเดิมและพรุที่กำลังฟื้นตัว ขาดเทคโนโลยีในการจัดการระดับน้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่ป่าพรุรวมทั้งการป้องกันไฟป่า และขาดการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับคุณค่าของป่าพรุในการกักเก็บคาร์บอน รวมทั้งยังไม่มีนโยบายหรือแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินสำหรับป่าพรุโดยเฉพาะ” เลขาธิการ สผ. กล่าว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองที่เป็นภัยคุกคามส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจในภาพรวม จากข้อมูลของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) พบว่า 9 ใน 10 ของประชากรโลกหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษเข้าไป ทำให้แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรราว 7 ล้านคน การอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศของป่าพรุให้สมดุลและป้องกันไม่ให้พื้นที่ป่าพรุที่เหลืออยู่ถูกทำลายลงโดยเฉพาะจากไฟป่า จะเป็นส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤตหมอกควัน อีกทั้งป่าพรุยังจะเป็นแหล่งสำคัญในดูดซับอากาศพิษและฟอกอากาศบริสุทธิ์ให้กับผู้คนโดยรอบพื้นที่อีกด้วย

ด้าน เรโนด์ เมเยอร์ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) กล่าวว่า ป่าพรุมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ป่าพรุช่วยดูดซับคาร์บอนที่จะถูกปล่อยไปสู่ชั้นบรรยากาศได้เป็นล้านตัน นอกจากนี้ป่าพรุยังช่วยให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำประมงหรือการทำงานหัตถกรรม อย่างไรก็ตาม ป่าพรุในเขตร้อนชื้นได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ทั้งจากการพัฒนาที่ดิน การตัดไม้อย่างถูกและผิดกฎหมาย และไฟป่า

“สาเหตุเหล่านี้อาจทำให้ป่าพรุถูกทำลายในไม่ช้า ในประเทศไทยป่าพรุควนเคร็งเป็นป่าพรุที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ แต่พื้นที่ร้อยละ 65 ของป่ากำลังถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องจากการเพาะปลูกน้ำมันปาล์ม ดังนั้นกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก และ UNDP ได้ร่วมกับรัฐบาลไทยและภาคประชาสังคมสนับสนุนนการใช้เทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรม และแนวทางใหม่ในการจัดการป่าพรุเพื่อให้มั่นใจว่าระบบนิเวศของป่าพรุจะช่วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และช่วยทำให้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนสำเร็จได้ตลอดจนช่วยรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมมนุษย์อย่างยั่งยืน” เมเยอร์ ระบุ

เมเยอร์ กล่าวอีกว่า โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุเพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการจัดการป่าพรุแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน โดยมีรูปแบบการบริหารจัดการป่าพรุแบบมีส่วนร่วมของภาครัฐส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น ประชาชน และเอกชนที่อาศัยอยู่บริเวณป่าพรุควนเคร็งและพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ให้สามารถร่วมกันบริหารจัดการป่าพรุอย่างเป็นระบบ นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อควบคุมระบบน้ำและการป้องกันไฟป่า

พร้อมกันนี้จะมีการจัดตั้งคณะทำงานส่งเสริมการบริหารจัดการพื้นที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งแบบองค์รวม เพื่อขยายผลเป็นวาระแห่งชาติ โดยการจัดทำร่างข้อเสนอยุทธศาสตร์ป่าพรุระดับชาติ ทั้งนี้ซึ่งโครงการฯ จะจัดกิจกรรมรณรงค์ “โลกร้อนระอุ ป่าพรุช่วยได้” เพื่อให้สังคมตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าพรุให้มีความยั่งยืน เตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกด้วย

- Advertisement -