2 ปีนโยบาย ‘PPP Plastic’ ลดขยะพลาสติกสำเร็จ เอกชนหนุนก้าวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

นับเป็นปีที่ 2 ของโครงการ “PPP Plastic” ที่เป็นความร่วมมือ 3 ฝ่ายระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม โดยมีคณะกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติก เป็นกลไกทำงานสำคัญในการจัดทำแผนแม่บท (โรดแมป) กรอบและแนวทางการจัดขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นนโยบายสำคัญ 4 ด้าน อาทิ การคัดแยกและจัดเก็บขยะอย่างมีประสิทธิ การสร้างเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม และโมเดลทางธุรกิจในการนำขยะกลับเข้าสู่ระบบหรือกลับมาใช้ใหม่ การสื่อสารและการศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียน และการมุ่งเน้นการพัฒนาฐานข้อมูลการบริหารจัดการขยะพลาสติกและการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติก เปิดเผยถึงผลสำเร็จในการทำงาน 3 ประสาน ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาสังคม ว่าได้ร่วมมือกันทำงานขับเคลื่อนมาโดยตลอดในการช่วยกันลดการใช้ขยะพลาสติก เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากประเทศอันดับ 6 ของโลกที่ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้รับความสนใจและสำคัญระดับโลก เนื่องจากประเทศไทยใช้พลาสติก 2 ล้านตันต่อปี แต่บริหารจัดการได้เพียง 5 แสนตันต่อปีเท่านั้น

เขาระบุว่า ที่ผ่านมาเกิดคำถามว่าขยะพลาสติกอีก 1.5 ล้านตันหายไปไหน ดังนั้นจึงเห็นขยะพลาสติกตกค้าง อาทิ ขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งเกลื่อนในทะเล หรือขยะพลาสติกที่ถูกฝังกลบโดยไม่ถูกต้องตามหลักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะขยะพลาสติกในทะเลที่กลายเป็นไมโครพลาสติก เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ไทยผ่านจุดวิกฤตขยะพลาสติกล้นทะเล จึงเกิดเป็นที่มาของการทำงานขับเคลื่อนโรดแมป ร่วมกันในการบริหารจัดการขยะพลาสติก

“แม้เราจะปฏิเสธการไม่ใช้พลาสติกไปเลยไม่ได้ แต่เราต้องคิดและต้องทำอย่างไรที่จะใช้พลาสติกอย่างชาญฉลาด และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด หรือต้องบริหารจัดการขยะพลาสติกไม่ให้ออกสู่ทะเลหรือทิ้งลงคูคลองต่างๆ ดังนั้นจึงต้องสร้างจิตสำนึก” วิจารย์ กล่าว

ปลัด ทส. กล่าวอีกว่า การทำงานเพื่อให้ประสบผลสำเร็จที่สำคัญคือต้อง “ลดขยะพลาสติกที่ต้นทาง” ซึ่งประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมาก แม้แต่ต่างประเทศยังสงสัยว่าไทยทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม หรือสมาคมพลาสติก ต้นตอของการผลิตและลดขยะพลาสติกได้อย่างไร แต่ไทยทำได้ เพราะเรามีเป้าหมายร่วมกัน คือจะทำอย่างไรในการบริหารจัดการขยะพลาสติกและการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนจะต้องขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมให้ได้

วิจารย์ กล่าวด้วยว่าปัญหาขยะพลาสติกเป็นปัญหาระดับอาเซียน พร้อมยกตัวอย่างประสบการณ์ส่วนตัว จากการเดินทางไปเกาะสิมิลัน และเกาะสอง โดยพบขยะพลาสติก โฟม และขวดน้ำพลาสติกส่วนใหญ่มาจากประเทศภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นการแก้ปัญหาขยะพลาสติกในทะเล ต้องได้รับความร่วมมือหรือขับเคลื่อนระหว่างประเทศด้วย เป็นที่มาที่ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากองค์การระดับโลก อาทิ ธนาคารโลก ธนาคารแห่งเอเชีย หรือกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนขยะทะเลในระดับภูมิภาคอาเซียน

นอกจากนี้ ในเวทีระดับโลก G20 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 มิ.ย.ที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นสมาชิก G20 แต่ก็ได้รับเชิญไปร่วมประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมและรัฐมนตรีพลังงาน เพื่อช่วยกันระดมแนวทางการลดขยะพลาสติกในทะเล หรือขยะพลาสติกที่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ และจำเป็นต้องพูดคุยหารือกันในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ด้าน สุวรรณา เตียร์สุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ประธานคณะทำงานด้านการพัฒนากลไกการจัดการพลาสติก กล่าวว่า ผลสำเร็จที่เห็นผลเป็นรูปธรรม คือจากเดิมการทำงานแก้ปัญหาขยะพลาสติกเป็นเรื่องของการ “ร้องขอ” หรือ “ขอความร่วมมือ” แต่ปัจจุบันกลายเป็น “การทำงานร่วมกัน” ในการร่วมกัน “คิด” และ “ผลักดัน” ร่วมกัน มากกว่าขอร้องหรือขอความร่วมมือ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานและการสร้างผลงานให้เกิดขึ้น

ตัวอย่างผลงาน เช่น การเลิกผลิตพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม หรือ Cap Seal จาก 5 บริษัทรายใหญ่ที่ผลิตน้ำดื่ม จนกลายเป็นกระแสความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้การสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว นำมาสู่การประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการลดใช้ขยะพลาสติกแบบ Single Use หรือปัญหาขยะพลาสติกในทะเล และการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy จนนำไปสู่การวางโรดแมปร่วมกัน

“กลไกหรือเครื่องมือทางด้านกฎหมายและข้อบังคับเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อน รวมถึงการวางแนวทางเศรษฐศาสตร์ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ในการจัดการขยะพลาสติกหรือการเริ่มต้นใดๆ ต้องเริ่มที่ภาครัฐก่อน จึงเกิดแนวคิดจัดโครงการทำความดีด้วยหัวใจเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเลิกใช้ขยะพลาสติก เป็นการเริ่มต้นในภาคส่วนราชการก่อน เพราะภาครัฐต้องเริ่มทำก่อนโดยกำหนดให้มีตัวชี้วัดอย่างหนึ่งของทุกองค์กรภาครัฐที่ต้องช่วยกันลดขยะพลาสติกและโฟม” สุวรรณา ระบุ

สำหรับโรดแมปการจัดการพลาสติก พ.ศ.2561-2573 สุวรรณา ระบุว่า เป้าหมายหลักเพื่อลดและเลิกการใช้พลาสติก รวมถึงการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ ในปี 2562 จะเลิกใช้พลาสติก 3 ประเภท ได้แก่ 1. พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม 2. ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่มีส่วนผสมของสารประเภทอ็อกโซ่ (Oxo) และ 3. ไมโครบีดจากพลาสติก (Microbead) ส่วนปี 2565 จะเลิกใช้พลาสติก 4 ประเภท โดยเฉพาะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียว (Single use Plastic) ได้แก่ 1. ถุงพลาสติกหูหิ้ว 2. กล่องโฟมบรรจุอาหาร 3. แก้วพลาสติก (แบบบางใช้ครั้งเดียว) 4. หลอดพลาสติก ขณะที่ปี 2570 มีเป้าหมายนำขยะผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์พลาสติกกลับเข้ามาใช้ประโยชน์ 100% โดยทั้งหมดมีเป้าหมายคือการเดินหน้าไปสู่ผลสำเร็จของโรดแมป ที่จำเป็นต้องได้มีการพูดคุยกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงการทำความเข้าใจแก่ประชาชนในฐานะผู้ใช้หรือผู้บริโภค

ขณะที่ สุรชัย อจลบุญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ในฐานะประธานคณะทำงานด้านการส่งเสริมและรณรงค์ประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า ปัญหาขยะเกิดจาก “พฤติกรรมของคน” จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะการใช้ “พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง” เพราะสร้างปัญหาย่อยสลายยากและเกิดมลภาวะต่างๆ ตามมา โดยภาครัฐใช้ทุกช่องทางการสื่อสารที่มีอยู่เพื่อสร้างจิตสำนึกภาคประชาชน โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนและประชาชนอย่างมาก

สุรชัย ระบุว่า ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จเพราะปัญหาขยะได้รับความสำคัญจากทุกภาคส่วน เช่น ทุกวันที่ 4 ของเดือน ภาคเอกชนเลิกแจกถุงพลาสติก หรือบางแห่งยกเลิกการใช้ผลิตภัณฑ์จากโฟม หรือ พลาสติก รวมถึงร่วมมือกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 7 พันแห่งทั่วประเทศ ในการรณรงค์ให้ “ตลาดนัดท้องถิ่น” เลิกใช้ขยะพลาสติก จนประสบผลสำเร็จและเร่งขยายผลไปในชุมชนต่างๆ เช่น เลิกใช้พลาสติกหูหิ้ว โฟม หลอดพลาสติก

“ไม่คิดว่าชาวบ้านหรือร้านค้าในชุมชนจะเข้ามาร่วมไม้ร่วมมือกับภาครัฐ จนเกิดความคิดสร้างสรรค์ เช่น นำขวดพลาสติกมาแลกกับไข่ หรือการให้ยืมถุงผ้าจับจ่ายสินค้าในร้านชุมชน หรือแม้แต่ร้านขนาดใหญ่ก็ให้ความร่วมมือในการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ลดราคาหากนำแก้วมาซื้อกาแฟ ดังนั้นนโยบายหรือแนวคิดแบบนี้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง” สุรชัย กล่าว

ภราดร จุลชาต ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานคณะทำงานด้านการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากขยะพลาสติก กล่าวว่า เพื่อสร้างความสำเร็จระยะยาว ใน 10 ปี ข้างหน้าจะต้องแก้ปัญหาขยะพลาสติกให้ได้ เริ่มต้นที่ “ผู้ใช้” หรือ “ผู้บริโภค” ต้องอย่าใช้พลาสติกอย่างสิ้นเปลืองหรือฟุ่มเฟือย และต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่นเดียวกับภาคเอกชนต้องปรับตัวโดยเฉพาะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งแนวโน้มผู้บริโภคไม่ให้การยอมรับไปทั่วโลก

ดังนั้นเมื่อผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสิน หรือปฏิเสธไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และต้องการเห็นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน กระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมต้องปรับเปลี่ยน จนกลายเป็นที่มาของภาคอุตสาหกรรมได้สร้างนวัตกรรมในการจัดการขยะด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น เสื้อผ้า วัสดุลาดถนน ไม้เทียม เป็นวัสดุที่ผลิตจากขยะพลาสติก ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันทันสมัย ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมจะหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและศึกษาวิจัยอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับกระแส “อุตสาหกรรมสีเขียว” โดยภาคเอกชนมีแนวคิดที่เชื่อเหมือนกันว่า จะขยายแนวร่วมภาคอุตสาหกรรม ในการทำงานร่วมกันเพื่อทำให้ประเทศไทยจัดการขยะพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

“แม้วันนี้ภาคอุตสาหกรรมอาจจะดูเป็นผู้ร้าย แต่เราก็ได้ทำในสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งควรนำความคิดใหม่ๆ นี้มาใช้กับขยะอื่นๆ ด้วย เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมคนไทยดีขึ้น” ภราดร กล่าว

ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) ประธานร่วมคณะทำงานด้านการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากขยะพลาสติก กล่าวว่า นับวันปัญหาโลกร้อนที่เคยมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ปัจจุบันกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ทุกภาคส่วนตื่นตัวเรื่อการทำเพื่อสิ่งแวดล้อม จนเกิดการใช้และการจัดเก็บขยะพลาสติกอย่างมีระบบเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน โดยเฉพาะเศรษฐกิจหมุนเวียนประเทศไทยมีเป้าหมายให้ปี 2573 จะทำให้ขยะพลาสติกเป็น Zero Waste เกิดการใช้ขยะพลาสติกให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เช่นเดียวกับการลดขยะทะเล เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะปัจจุบันประชาชนตื่นตัว จึงทำให้เกิดโอกาสของพลังงานทางเลือก หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ในการนำมาเป็นทางออกและทางแก้ปัญหาขยะพลาสติก

“ภาคอุตสาหกรรมเกิดการปรับตัว ทำอย่างไรจะให้พลาสติกย่อยสลายได้ เช่น นวัตกรรมไบโอพลาสติก หรือบางโรงงานอุตสาหกรรมนำเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นส่วนสำคัญในการผลิตขยะเหลือใช้มาเป็นสินค้าใหม่ออกมาจำหน่าย ภาคเอกชนคิดเรื่องแบบนี้กันมากขึ้น ดังนั้นเชื่อว่าโรดแมปที่วางไว้จะประสบความสำเร็จ เพราะทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม และเกิดจุดเริ่มต้นที่ดีจากภาครัฐที่ให้ความสำคัญ เช่น มาตรการลดภาษี 25% หากใช้พลาสติกชีวภาพ แม้จะดูน้อยนิด เพราะต้นทุนการผลิตพลาสติกชีวภาพต้นทุนยังสูงอยู่ แต่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ภาครัฐให้การสนับสนุนเชิงนโยบาย” ประเสริฐ กล่าว