คนศรีสะเกษ 2 อำเภอรวมตัวค้านโรงงานน้ำตาล ผุดพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวล ติดชุมชน-หวั่นมลพิษ

ชาวอำเภอขุนหาญ-ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ เคลื่อนไหวคัดค้านโรงงานน้ำตาล-โรงไฟฟ้าชีวมวล เตรียมสร้างใกล้โรงเรียน-ชุมชน

ประชาชนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ใน อ.ขุนหาญ และ อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ ออกมาจัดกิจกรรมเพื่อแสดงการคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ นับตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย. 2562 เป็นต้นมา โดยในวันที่ 6 มิ.ย. เด็กนักเรียนจำนวนหนึ่งรวมกลุ่มกันเดินขบวนถือป้ายที่มีข้อความต่อต้านโรงงานน้ำตาล จนภายหลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้สอบถามมายังผู้อำนวยการโรงเรียนว่าเหตุใดจึงปล่อยให้เด็กนักเรียนถือป้าย พร้อมสั่งให้ผู้อำนวยการส่งรายชื่อแกนนำชาวบ้านมาให้

ต่อมาในวันที่ 7 มิ.ย. ตัวแทนชาวบ้านจาก 4 หมู่บ้านของทั้งสองอำเภอราว 40 คน ได้เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมรายชื่อชาวบ้านเพื่อคัดค้านโรงงานน้ำตาลพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยมีรองผู้ว่าฯ ออกมารับหนังสือ และในวันที่ 19 มิ.ย. ตัวแทนชาวบ้านจากทั้งสองอำเภอได้เข้ายื่นหนังสือถึงเลขาธิการสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อยื่นรายชื่อผู้คัดค้านเวทีรับฟังความคิดเห็น ค.1 และ ค.2

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2561 ได้มีการจัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลสำโรงพลัน อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ และในวันที่ 24 พ.ค. 2562 ได้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 เพื่อร่างข้อเสนอโครงการ รายละเอียดโครงการ ขอบเขตการศึกษา และการประเมินทางเลือกโครงการโรงงานผลิตน้ำตาลของ บริษัท เอเคเอ็น แอสโซซิเอท จำกัด ซึ่งทางกลุ่มสำนึกรักษ์บ้านเกิด จังหวัดศรีสะเกษ ประกอบด้วยบ้านตาจวน บ้านชำแระ บ้านหัวช้าง ต.สำโรงพลัน อ.ไพรบึง และบ้านโคกพยอม ต.โพธิ์กระสังข์ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ขอคัดค้านและโต้แย้งการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทั้งสองครั้ง โดยอ้างว่าไม่ได้รับการยอมรับจากชาวบ้าน เนื่องจากภาครัฐและผู้ประกอบการไม่ให้ข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจน จึงเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมทั้งเรื่องฝุ่นละออง ควันดำ น้ำเสีย

ด้านตัวแทนชาวบ้านระบุว่า ที่ผ่านมามีกลุ่มนายหน้าซื้อขายที่ดินเข้ามาติดต่อขอซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงงาน โดยมีชาวบ้านประมาณ 5 คนตกลงซื้อขายไปแล้ว ซึ่งโครงการโรงงานผลิตน้ำตาลจะมีกำลังการผลิตประมาณ 20,000 ตันอ้อยต่อวัน และโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวลของบริษัท กัญจน์สยามไบโอ เอนเนอร์จี จำกัด จะมีกำลัง 40 เมกกะวัตต์ ทั้งสองโรงงานตั้งอยู่ติดกันคาดว่าจะต้องใช้พื้นที่รวมกันมากกว่า 800 ไร่ โดยระยะรัศมี 5 กิโลเมตรรอบพื้นที่ตั้งโรงงานมีชุมชนตั้งอยู่มากมาย

ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม แสดงความเห็นต่อกรณีที่เด็กนักเรียนถือป้ายต้านโรงงานน้ำตาล โดยเปรียบเทียบกับการรณรงค์ลดโลกร้อนในต่างประเทศว่า เป็นการแสดงออกด้านสิทธิในประเทศของเรา ซึ่งการที่เด็กนักเรียนใน อ.ขุนหาญ และ อ.ไพรบึง ออกมาเรียกร้องปกป้องอากาศบริสุทธิ์ ไม่เอาโรงงานน้ำตาลพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวล บวกด้วยการส่งเสริมการปลูกอ้อยที่จะตามมาด้วยปัญหาการเผาอ้อยในฤดูเปิดหีบที่ยังแก้ไม่ได้ การเรียกร้องเช่นนี้ก็เป็นสิทธิของเด็ก

“เด็กๆ ตาจวน ชำแระ หัวช้าง โคกพยอม เขามีสิทธิในการปกป้องชีวิตของเขา เพราะเขาต้องอยู่ที่นี่ เติบโตที่นี่ และตายที่นี่ ส่วนเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเดี๋ยวท่านก็ย้ายไปแล้ว ท่านไม่ต้องรับปัญหาอะไรที่จะตามมาเหมือนเด็กๆ เขา เคารพสิทธิของเด็กเถอะครับ เพราะสิทธิในการมีชีวิตในส่งแวดล้อมที่ดีคือสิทธิมนุษยชน อย่าคุกคามพวกเขา รวมทั้งครู และชาวบ้านเลย” ไชยณรงค์ ระบุ

อาจารย์รายนี้ยังชี้ให้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่เกษตรกรรม โดยระบุว่า ศรีสะเกษมีดินภูเขาไฟเก่า บางพื้นที่ปลูกข้าวได้ดีจนมีชื่อเสียง บางพื้นที่ปลูกผลไม้เมืองร้อนที่มีชื่อเสียงของอีสาน ทั้งเงาะ ทุเรียน มังคุด โดยบางหมู่บ้าน เช่น บ้านซำตารม อ.กันทรลักษณ์ ปลูกไม้ผลกันทั้งหมู่บ้าน แต่น่าเสียดายที่พื้นที่ผลิตอาหารในศรีสะเกษกำลังถูกคุกคามจากอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายที่ส่งเสริมการปลูกอ้อย ที่จะต้องมีการเผาอ้อยหน้าแล้ง

“โครงการสร้างโรงงานน้ำตาลพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวลถึง 3 แห่ง ที่กำลังเดินหน้า คือที่ไพรบึง กับขุนหาญ และจะตามด้วยที่ อ.กันทราลักษณ์ ในเชิงยุทธศาสตร์ พื้นที่ชายแดนแห่งนี้ควรได้รับการคุ้มครองให้เป็นที่ผลิตอาหาร ไม่ใช่ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมมารุกราน อย่าให้พื้นที่ปลูกข้าวต้องกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรม และไร่อ้อยที่ใช้สารเคมีเข้มข้นและเผาอ้อยสร้างมลพิษในฤดูแล้งเลย” ไชยณรงค์ กล่าว