‘APFW2019’ ระดมหนทางอนุรักษ์ป่าไม้ระดับภูมิภาค ชูพลังการสื่อสาร-เน้นคนอยู่ร่วมกับป่า

‘APFW2019’ ระดมหนทางอนุรักษ์ป่าไม้ระดับภูมิภาค ชูพลังการสื่อสาร-เน้นคนอยู่ร่วมกับป่า

หนึ่งในงานประชุมด้านป่าไม้ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ The Asia-Pacific Forestry Week (APFW) ถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน 2019 ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี ด้วยความร่วมมือระหว่างองค์กรอิสระด้านป่าไม้ประเทศเกาหลี หรือ Korea Forest Service (KFS) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดยมีผู้คนจากแวดวงป่าไม้ทั่วทั้งภูมิภาคเข้าร่วมกว่า 2 พันคน

สำหรับงาน APFW ประจำปี 2019 ในครั้งนี้ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้จัดขึ้นในปี 2016 ณ จังหวัดปัมปังกา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์, ปี 2011 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน และปี 2008 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งผู้เข้าร่วมได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ บทเรียน และนวัตกรรมด้านการจัดการป่าไม้ ตลอดจนความท้าทายที่เกิดขึ้นกับป่าไม้ของภูมิภาค

ทั้งนี้ พื้นที่ป่าไม้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญกับการคุกคามอย่างหนัก โดยปัจจุบันเหลือพื้นที่ป่าไม้ดั้งเดิมเพียง 19% ของพื้นที่ป่าทั้งหมด ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 32% อีกทั้งเป็นอัตราป่าไม้ต่อหัวประชากรที่ต่ำที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน และนี่กลายเป็นประเด็นหลักที่เวทีการประชุมให้ความสำคัญ

Kundhavi Kadiresan ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ FAO และผู้แทนประจำภูมิภาค ระบุว่า พื้นที่ป่าไม้ดั้งเดิมนั้นมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ซึ่งหากถูกทำลายลงเมื่อไรก็จะสูญเสียไปตลอดกาล จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องรักษาสิ่งที่หลงเหลืออยู่ตั้งแต่ตอนนี้ โดยเฉพาะความร่วมมือในระดับภูมิภาคที่จะต้องจัดการป่าแบบไร้พรมแดน

“การอนุรักษ์ป่าไม้ที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ มักจะเป็นเพียงการผลักดันให้ขบวนการตัดไม้ทำลายป่าขยับไปสู่พื้นที่อื่น ซึ่งเราเห็นกรณีตัวอย่างมาแล้วมากมาย ที่มีการทำลายป่าเกิดขึ้นกับพื้นที่ใหม่ๆ อันเป็นผลพวงของการห้ามตัดไม้จากพื้นที่อื่น ดังนั้นการหยุดขบวนการลักลอบตัดไม้จำเป็นที่จะต้องประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งประเทศที่เป็นต้นทางและปลายทาง” เธอระบุ

ขณะเดียวกันอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกเน้นย้ำภายในงาน คือแนวคิดของคนอยู่ร่วมกับป่า หรือ “People and Forests Living in Harmony” ซึ่งเป็นหนึ่งในวงสนทนาแลกเปลี่ยนบทเรียนที่จัดขึ้น โดยคณะทำงานอาเซียนด้านป่าชุมชน (AWG-SF) ร่วมกับศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC) มุ่งเน้นการจัดการป่าไม้ที่ให้คนเป็นศูนย์กลาง บนพื้นฐานของสิทธิ ความสนใจ และความต้องการของคนในชุมชน

ภายใต้วงสนทนานี้ได้พูดถึงมิติทางสังคมในการจัดการป่า ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการครอบครอง ความเสมอภาค ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการที่จะเสริมสร้างพลังเพื่อปกป้องผืนป่า พร้อมกับการร่วมกันพัฒนากลไกผ่านประสบการณ์จากเครือข่ายทำงานด้านป่าไม้แต่ละพื้นที่ในภูมิภาค หนึ่งในนั้นคือตัวแทนภาคประชาชนจากอำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน ของประเทศไทย ที่ได้เข้าร่วมถ่ายทอดบทเรียนและประสบการณ์บนเวทีนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

ป่าไม้มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยลดความยากจน เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร และพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน ซึ่งการวิเคราะห์ถึงมิติทางสังคมในด้านต่างๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรูปธรรมของการจัดการป่า ที่จะทำให้ชุมชนมีวิถีชีวิตที่ยั่งยืน ควบคู่กับการยังประโยชน์แก่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทั่วโลก ตามธีมของงาน APFW 2019 ที่ว่า “ป่าไม้เพื่อสันติภาพและความผาสุก” หรือ “Forests for Peace and Well-being”

อย่างไรก็ตาม การดึงดูดให้คนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการป่านั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้คือกลไกการสื่อสารที่มีพลังและสร้างสรรค์ ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่มีการพูดถึงภายใต้หัวข้อ “Making people think, believe and act: the power of effective communication” ที่ตั้งใจมุ่งเน้นการเล่าเรื่องที่แตกต่าง เพื่อนำไปสู่บทบาทของชุมชนท้องถิ่นในการมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ระดับนโยบาย

Detty Saluling ผู้ประสานงานด้านกลยุทธ์การสื่อสาร RECOFTC ระบุว่า ประชากรกว่า 1.6 พันล้านคนทั่วโลก หรือราว 20% จำเป็นต้องพึ่งพิงผืนป่าในการดำรงชีวิต แต่สิ่งสำคัญคือการทำอย่างไรให้คนเหล่านั้นเข้าใจความสำคัญของผืนป่าที่จะส่งผลต่อชีวิตของตน เห็นถึงประโยชน์ของการอนุรักษ์ เพื่อที่พวกเขาจะได้ร่วมมือกับเราในการปกป้องผืนป่า อันเป็นสมบัติของผู้คนทั้งโลกด้วยเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ เธอระบุว่าการผลักดันประเด็นแบบเดิมๆ ซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียวนั้นได้ผลไม่มากนัก เพราะที่ผ่านมาโครงการหรือกิจกรรมอนุรักษ์ที่ลงไปรณรงค์กับประชาชนในพื้นที่ มักเป็นการบอกกับชุมชนว่าควรทำหรือไม่ทำอะไร แต่เมื่อชุมชนไม่เข้าใจถึงแนวคิดและเหตุผลอย่างถ่องแท้ กลายเป็นลักษณะคำสั่งที่ชุมชนไม่มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ สุดท้ายความร่วมมือก็จะเกิดขึ้นเพียงช่วงระยะเวลาที่โครงการดำเนิน และจบลงไปในเวลาเดียวกัน

“เราต้องการการมีส่วนร่วมที่มีความหมาย สร้างคนที่มีความสนใจ มีหัวใจ และเข้าใจที่ทำจริงๆ ซึ่งสิ่งสำคัญคือการสื่อสารจะต้องมาจากทั้งสองทาง ทำความเข้าใจและรับฟังความต้องการของคนในพื้นที่ด้วย โดยเฉพาะกลยุทธ์และแผนการรณรงค์ที่จะต้องให้ชุมชนร่วมเข้าใจ และได้รับรู้ว่ามันมีประโยชน์ต่อพวกเขาอย่างไร” Detty ระบุ

เธอสรุปถึงแนวทางการถ่ายทอดข้อมูลสู่ชุมชน อันดับแรกคือต้องหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เฉพาะหรือข้อมูลเทคนิคที่เข้าใจยาก ถัดมาคือการให้ความเคารพกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำความเข้าใจกับวิถีดั้งเดิมของพวกเขา หลังจากนั้นเมื่อเรียนรู้สภาพการเป็นอยู่และพฤติกรรมของชุมชน ก็จะช่วยให้สามารถออกแบบการสื่อสารที่เข้าถึงคน ในช่วงเวลาและวิธีการที่เหมาะสม สร้างพื้นที่ให้คนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกับแนวคิดนั้น เกิดการนำไปปฏิบัติและถ่ายทอดต่ออย่างแท้จริง

เพื่อให้สอดคล้องกับหัวข้อการพูดคุยดังกล่าว FAO ยังได้ร่วมกับ RECOFTC, เครือข่ายนักสื่อสารด้านป่าไม้เอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific Forest Communicators Network) และสมาคมป่าไม้ฟินแลนด์ (Finnish Forest Association) จัดเวิร์คช็อปเพื่อฝึกฝนทักษะบุคลากรด้านป่าไม้และการอนุรักษ์ ในการเปลี่ยนแปลงทรรศนะกระบวนการสื่อสารเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ของการจัดการป่า ซึ่งรวมไปถึงการทำงานร่วมกับสื่อมวลชน ทักษะการลงพื้นที่ เทคนิคการนำเสนอ ที่จะช่วยให้ข้อความของประเด็นการรณรงค์สามารถถ่ายทอดออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 , , ,