ชาวบ้านกัมพูชารวมตัวฟ้องคดีกลุ่ม ‘มิตรผล’ ร้องศาลไทยถูกขับไล่ที่ดิน ยกทำไร่อ้อย-น้ำตาล

ภาพ: CLEAN SUGAR CAMPAIGN

ตัวแทนชุมชนกัมพูชายื่นฟ้อง “น้ำตาลมิตรผล” ต่อศาลไทย ร้องโดนขับไล่ที่ดินเกือบ 6 หมื่นไร่สังเวยไร่อ้อย พร้อมใช้กลไก “คดีแบบกลุ่ม” ข้ามพรมแดนคดีแรกในประวัติศาสตร์ภูมิภาค

ตัวแทนชุมชนในจังหวัดโอดอร์เมียนเจย ประเทศกัมพูชา เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ของประเทศไทย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซอยเจริญกรุง 63 แขวงยานนาวา เขตสาทร โดยอ้างว่าบริษัทละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้ชาวบ้านถูกขับไล่ออกจากที่อยู่อาศัย ได้รับผลกระทบจากกิจการไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล ซึ่งได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรับคดีนี้ไว้พิจารณาเป็นคดีแบบกลุ่ม ในคำร้องคดีหมายเลขดำที่ 718/2561 ประเภทคดีแพ่ง โดยผู้พิพากษานัดไต่สวนเมื่อวันที่ 12-14 มิ.ย. 2562

สำหรับจุดเริ่มต้นของคดี เกิดขึ้นเมื่อชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่จังหวัดโอดอร์เมียนเจย หรืออุดรมีชัย ในพื้นที่ชนบททางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ร้องเรียนว่าบริษัทน้ำตาลบีบบังคับให้ครอบครัวของพวกตนต้องออกจากที่อยู่อาศัยและที่ทำกินเมื่อช่วงปี 2551-2552 เพื่อปรับสภาพเป็นไร่อ้อยขนาดใหญ่สำหรับส่งผลผลิตให้กับโรงงานน้ำตาล ดำเนินการโดยบริษัท อังกอร์ ชูการ์ จำกัด (Angkor Sugar Company) ซึ่งเป็นตัวแทนและบริษัทในเครือของมิตรผล โดยใช้ที่ดินขนาด 9,430 เฮคตาร์ หรือประมาณ 58,937.5 ไร่ ซึ่งในจำนวนนี้มีผืนป่าชุมชนที่ชาวบ้าน 26 หมู่บ้านต้องพึ่งพาหากิน

แม้ว่าท้ายที่สุดโครงการจะไม่ประสบความสำเร็จ บริษัทลูกต้องปิดตัวลง แต่ชาวบ้านยังคงได้รับผลกระทบมาถึงปัจจุบัน และในปี 2558 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ของไทยได้รับเรื่องร้องเรียนว่าทางบริษัทมีส่วนรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้นในกัมพูชา และมีข้อเสนอแนะให้จ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้กับชาวบ้าน

ฮอย ไม โจทก์ที่ 1 และเป็นผู้ที่ต่อสู้เรื่องที่ดินมายาวนาน ได้เดินทางมาพร้อมกับโจทก์อีก 2 คน ในฐานะตัวแทนชาวบ้านราว 700 ครอบครัวใน 5 หมู่บ้าน ของจังหวัดโอดอร์เมียนเจย พร้อมกับระบุว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรยากจนในกัมพูชา เรียกร้องให้มีการเยียวยาความเสียหายจากการอ้างว่าบริษัทแย่งชิงที่ดินของพวกเขา

ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ กล่าวว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีเพียง 1-2 ครอบครัว แต่เป็นตัวแทนชาวบ้านในจังหวัดโอดอร์เมียนเจย จำนวนถึง 700 ครอบครัว โดยศาลแพ่งกรุงเทพใต้จะไต่สวนว่าคดีนี้เป็นคดีแบบกลุ่มตามกฎหมายหรือไม่ ส่วนจะมีการกระทำผิดละเมิดสิทธิของชาวบ้านหรือไม่คงเป็นชั้นต่อไป

ในส่วนของการร้องให้ศาลรับเป็นคดีแบบกลุ่ม ส.รัตนมณี อธิบายว่า คดีนี้มีการร้องเรียนว่าเกิดการละเมิดสิทธิต่อผู้เสียหายจำนวนมากซึ่งล้วนแต่เป็นชาวกัมพูชา หากต้องเดินทางมาฟ้องคดีด้วยตัวเองทั้งหมด ก็ยุ่งยากสำหรับเขา ทางทนายเห็นว่าคดีนี้น่าจะเป็นคดีแบบกลุ่มได้ เพราะเป็นเหตุการณ์ละเมิดสิทธิแบบเดียวกันในช่วงเดียวกัน จึงได้ร้องต่อศาลขอให้รับคดีไว้พิจารณาเป็นคดีแบบกลุ่ม

ทั้งนี้การรับคดีไว้พิจารณาเป็นคดีแบบกลุ่มจะทำให้มั่นใจได้ว่า ครอบครัวที่ถูกละเมิดสิทธิทั้งหมดจะได้รับการพิจารณาร่วมกับคดีนี้ด้วย ซึ่งหากไม่ได้เป็นการดำเนินคดีแบบกลุ่มแล้วจะมีครอบครัวชาวบ้านมากมายที่สูญเสียโอกาสเข้าถึงความยุติธรรม ดังนั้นการดำเนินคดีแบบกลุ่มเป็นกระบวนพิจารณาที่สิ้นเปลืองน้อยกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่าการดำเนินคดีแพ่งทั่วไปที่จะต้องมีคนจำนวนมากมาฟ้องคดี ส่วนตัวแล้วมีความมั่นใจว่าศาลไทยจะให้การคุ้มครองแก่ผู้ได้รับผลกระทบแม้ว่าจะเป็นคนต่างชาติ

ขณะเดียวกัน การฟ้องคดีแบบกลุ่มเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดนครั้งนี้ เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากกฎหมายพิจารณาคดีว่าด้วยการฟ้องคดีแบบกลุ่มเพิ่งนำมาใช้ในระบบกฎหมายประเทศไทยเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา โดยในระหว่างการไต่สวนคำร้องคดียังมีผู้แทนสถานทูตและองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งเข้าร่วมสังเกตการณ์

อนึ่ง เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2561 ชาวกัมพูชา 2 คนซึ่งเป็นตัวแทนชาวบ้านในกัมพูชาประมาณ 700 ครัวเรือนจาก 5 หมู่บ้าน จังหวัดโอดอร์เมียนเจย ได้เข้ายื่นฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อบริษัทน้ำตาลไทยที่ดำเนินกิจการลงทุนข้ามพรมแดน ณ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซอยเจริญกรุง 63 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายให้ชาวบ้านจากกัมพูชาที่อ้างว่าได้รับผลกระทบจากการแย่งยึดที่ดินไปทำเป็นไร่อ้อย เกิดการขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ บ้านเรือนและทรัพย์สินถูกเผารื้อทำลาย ได้รับผลกระทบแม้ว่าทางบริษัทถอนตัวออกไปจากพื้นที่แล้ว

ในเวลาครึ่งปีต่อมา คือวันที่ 11 ก.ย. 2561 ฝ่ายสื่อสารองค์กรของกลุ่มมิตรผลออกเอกสารชี้แจงกรณีชาวกัมพูชายื่นฟ้องบริษัทฯ ต่อศาลไทย สยบข่าวลือว่าศาลไทยรับฟ้องคดีกว้านซื้อที่ดินในกัมพูชา ยืนยันว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ศาลยังไม่ได้มีการรับฟ้องหรือเริ่มการเจรจาไต่สวนแต่อย่างใด เนื่องจากฝ่ายโจทย์ชาวกัมพูชาแถลงต่อศาลว่ายังเตรียมข้อมูลไม่พร้อม ยืนยันว่าทางบริษัทยึดมั่นต่อจรรยาบรรณทางธุรกิจและให้ความสำคัญกับการดำเนินงานที่เป็นธรรม เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมทั้งการเคารพและถือปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประเทศที่บริษัทเข้าไปลงทุน

- Advertisement -