แนะความสำคัญคุณภาพอากาศภายในอาคาร เตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตฝุ่นพิษรอบหน้า

วันสิ่งแวดล้อมโลก ’62 ถกหนทางแก้ปัญหามลพิษอากาศ อ.จุฬาฯ ชี้ความสำคัญภายในอาคาร ยกมาตรการเพิ่มพื้นที่สีเขียว-หยุดหมอกควันข้ามแดน

รศ.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยในงานเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2562 “Beat Air Pollution: หยุดหมอกควันและอากาศพิษ เพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม” เมื่อวันพุธที่ 5 มิ.ย. 2562 ตอนหนึ่งว่า จากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ที่ผ่านมา หลายภาคส่วนได้ร่วมกันแก้ไขปัญหา แต่มักมีการพูดถึงเฉพาะประเด็นคุณภาพอากาศภายนอกอาคารเท่านั้น แทบไม่มีการพูดถึงคุณภาพอากาศภายในตัวอาคาร เช่น การจัดการเชื้อรา การระบายอากาศ หรือการใช้ต้นไม้บำบัดมลพิษต่างๆ

“ในเมื่อเรายังมั่นใจว่าสถานการณ์ PM2.5 จะยังคงอยู่อีกอย่างน้อย 2-3 ปี หมายความว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เราควรต้องเข้าไปหลบอยู่ภายในอาคารตามคำแนะนำของหน่วยงานรัฐ แต่ถ้าอากาศภายในอาคารสกปรกกว่าข้างนอกคงไม่มีประโยชน์ เราจำเป็นถึงขนาดต้องติดระบบเพื่อกรองอากาศก่อนเข้ามาในตัวบ้านเลยหรือไม่ หรือระบบกรองตามอาคารขนาดใหญ่ที่มักติดอยู่แล้ว จะยกมาตรฐานการออกแบบทางวิศวกรรมให้ถึงระดับ HEPA อะไรแบบนี้เลยหรือไม่ เป็นส่วนที่ระยะหลังเริ่มต้องมีการพูดคุยกันมากขึ้น” รศ.ศิริมา กล่าว

รศ.ศิริมา กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัญหามลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ช่วยให้สังคมไทยมีความตื่นตัวและรับรู้ปัญหาในวงกว้างมากขึ้น ได้เกิดการเรียนรู้ถึงปัจจัยของแหล่งกำเนิด เครื่องมือตรวจวัด ไปจนถึงมาตรฐานคุณภาพอากาศที่ใช้อยู่ ซึ่งบทเรียนต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งภาครัฐและประชาชน ในการร่วมกันแก้ไขปัญหาและผลักดันมาตรฐานต่างๆ ให้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ในส่วนของการรับรู้ข้อมูลสุขภาพ หรือผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์อาจยังมีไม่มากพอ จึงควรส่งเสริมให้ประชาชนรับรู้มากขึ้นอย่างกว้างขวางและตรงกับข้อเท็จจริง

ในส่วนของวิธีการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา ภาครัฐได้มีความพยายามทั้งการแก้ไขที่ต้นทาง ณ แหล่งกำเนิด ไปจนถึงปลายเหตุ แต่ที่อยากให้เน้นคือในส่วนของการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพราะเป็นสิ่งที่จะช่วยลดได้ทั้งมลพิษและอุณหภูมิของเมือง ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำไว้ว่าเมืองควรมีพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 9 ตารางเมตรต่อคน ขณะที่ กทม. มีเพียง 3 ตร.ม.ต่อคน หรือหากรวมพื้นที่เอกชนก็จะอยู่ราว 6-7 ตร.ม.ต่อคน ดังนั้น กทม. จะตั้งเป้าหมายที่ท้าทายกว่านี้อย่างไร เช่นที่เมืองใหญ่ในหลายประเทศได้ตั้งเป้าปลูกต้นไม้กันอย่างมากมาย

รศ.ศิริมา กล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางการแก้ไขในอนาคต หนีไม่พ้นที่จะต้องลดจากต้นเหตุหรือแหล่งกำเนิด ขณะเดียวกันในส่วนของหมอกควันข้ามพรมแดน ประเทศไทยจะใช้โอกาสบนเวทีอาเซียนในฐานะที่เป็นเจ้าภาพ เพื่อมีวิธีการปฏิบัติที่เด่นชัดกว่านี้ได้อย่างไร เช่น การถอดบทเรียนในเชิงรุกเพื่อส่งต่อแก่ประเทศเพื่อนบ้าน ในการร่วมกันแก้ไขปัญหาระดับภูมิภาค เพราะสุดท้ายแล้วเราจะมีคุณภาพอากาศดีอยู่ประเทศเดียวไม่ได้ หากประเทศรอบข้างไม่ได้มีคุณภาพอากาศที่ดีเช่นเดียวกัน

นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า แหล่งกำเนิดมลพิษหลักของ กทม. คือยานพาหนะที่หนาแน่น และมีการจดทะเบียนเพิ่มขึ้นทุกวัน หรือเดือนละหลักหมื่นคัน เมื่อปริมาณรถเพิ่มแต่ถนนเท่าเดิมการจราจรจึงติดขัด ปล่อยมลพิษสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับปัจจัยช่วงการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล ที่ส่วนใหญ่จะเจอปัญหาฝุ่นละอองในรอยต่อระหว่างฤดูร้อนและหนาว โดยมาช่วงแรกในเดือน พ.ย.-ธ.ค. และลดลงในช่วงปีใหม่ที่รถส่วนใหญ่ออกต่างจังหวัด ก่อนจะกลับมาสู่วิกฤตและมลพิษเกินค่ามาตรฐานในที่สุด

นายเถลิงศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยเจอกับฝุ่นละออง PM2.5 มานาน แต่ คพ. เพิ่งมีการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดเพิ่มมากขึ้นในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา กระทั่งติดครบทุกสถานทีในเขต กทม. เมื่อปีที่ผ่านมา และในปีนี้ยังจะมีการติดตั้งเพิ่มทุกแห่งอีกกว่า 63 สถานีทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ได้ แต่ต้องยอมรับว่าไม่สามารถติดตั้งได้ครบทุกเขตอำเภอ หรือทุกตำบลได้ อีกส่วนหนึ่งจึงเป็นความร่วมมือของท้องถิ่นที่มีศักยภาพในการติดตั้งเองได้ เช่น กทม. ที่กำลังจะมีการติดตั้งครบทั้ง 50 เขต โดยสภา กทม. ได้อนุมัติให้เพิ่มเติมในการติดตั้ง

นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า องค์ประกอบที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะความพร้อมของร่างกายรายบุคคล อีกส่วนหนึ่งคือสภาวะคุกคามที่มีความเสี่ยง ทั้งในเชิงสภาพแวดล้อม และเชิงพฤติกรรม เป็นสองปัจจัยที่จะทำให้คนเกิดโรคภัยไข้เจ็บ อย่างไรก็ตามวิถีชีวิตในอดีตทำให้ผู้คนไม่เคยมีโรคภัยในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับฝุ่นละอองมากนัก เราจึงไม่เคยเจอปัญหาด้านสุขภาพลักษณะเช่นนี้

“ถ้าเราใช้ชีวิตอยู่ริมถนนที่มีการจราจรแออัด ก็รับมลพิษเข้าเต็มๆ ทุกวัน ต่อให้ค่ามลพิษอากาศปัจจุบันจะไม่ได้ขึ้นสูงเกินมาตรฐานก็ตาม จึงไม่อยากให้คนเกิดการตื่นตัวเฉพาะช่วงที่ค่าสีคุณภาพอากาศขึ้นสูง แต่ในทุกวันต้องหลีกเลี่ยงด้วย อีกส่วนที่ทำให้แตกต่างจากการรับสารพิษอื่นๆ อย่างอาหารเราเลือกกินได้ แต่อากาศเราเลือกหายใจไม่ได้ จึงเป็นเรื่องของความร่วมมือที่เราจะช่วยกันลดฝุ่นละอองได้อย่างไร โดยเฉพาะต่อสุขภาพในกลุ่มที่เสี่ยงมาก อย่างหญิงมีครรภ์ เด็กอ่อน ผู้สูงอายุ” นพ.ดนัย กล่าว

น.ส.สุวิมล วัฒนะวิรุณ ผู้แทนโครงการ SWITCH-Asia กล่าวว่า WHO ได้ประกาศให้มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุการตายก่อนวันอันควรในอันดับที่ 4 ขณะเดียวกันยังได้มีการตรวจสอบแล้วว่าไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลนั้นเป็นสารก่อมะเร็ง ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพเปรียบเทียบได้กับการสูบบุหรี่ 7-8 มวนต่อวัน ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงขณะนี้จึงเป็นเรื่องของคมนาคมสีเขียว ในแง่การลดแหล่งกำเนิดมลพิษ ซึ่งมีองค์ประกอบหลักคือการขนส่งสาธารณะ และการคมนาคมที่ไม่ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อน เช่น การเดินเท้า ขี่จักรยาน

“ในส่วนของภาคธุรกิจ การขนส่ง การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว จะต้องมีการเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้า ซึ่งในยุโรปมีการประกาศแล้วว่าภายในปี 2030 บนท้องถนนจะต้องไม่มีรถยนต์ดีเซล แต่ระบบภาษีบ้านเรากลับเอื้อให้มีการใช้ดีเซลมากกว่า จึงเป็นโจทย์ของผู้กำหนดนโยบายที่จะเข้ามาแก้ไข รวมถึงการส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะ ทำอย่างไรให้ผู้ใช้สะดวกสบาย ทั้งในเรื่องของความตรงต่อเวลา การเข้าถึงข้อมูล ซึ่งการใช้เครื่องมือดิจิทัลจะสามารถทำได้ ช่วยเชื้อเชิญให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม” น.ส.สุวิมล กล่าว

นายนุวงศ์ ชลคุป ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และผู้แทนกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า สถิติทั่วโลกในปี 2017 มียานยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วประมาณ 3 ล้านคัน อาจฟังดูเยอะแต่เทียบไม่ได้กับปริมาณรถยนต์ทั้งหมดที่ใช้กันกว่า 1.3 พันล้านคัน หรือเป็นสัดส่วนประมาณ 0.2% เท่านั้น ซึ่งรัฐบาลหลายประเทศล้วนกำลังพยายามส่งเสริมให้เกิดการใช้มากขึ้น ส่วนประเทศไทยขณะนี้รถยนต์ไฟฟ้ายังคงมีราคาแตกต่างจากรถยนต์ปกติพอสมควร แม้จะเป็นราคาที่ได้รับการสนับสนุนจากสรรพสามิตรบางส่วนแล้วก็ตาม

- Advertisement -