ภาคปชช.จี้ภาครัฐเปิดรายละเอียดมลพิษโรงงาน UN ระบุข้อมูลอุตสาหกรรมไทยต้องใช้ ‘เส้น’ ขอ

ภาคประชาชนชี้ปัญหา “การเข้าถึงข้อมูล” ประเด็นใหญ่ควบคุมมลพิษอุตสาหกรรมไทย UN ชี้เป็น 1 ใน 3 ประเทศต้องใช้เส้นขอข้อมูล

นางเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) เปิดเผยในเวทีสัมมนา “วิกฤตสิ่งแวดล้อมไทย: ความล้มเหลวจากการควบคุมมลพิษอุตสาหกรรม” เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2562 ตอนหนึ่งว่า ปัญหาพื้นฐานในการควบคุมมลพิษอุตสาหกรรมของประเทศไทย คือการไม่เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ ซึ่งเป็นข้อมูลรายละเอียดที่ควรมีการเปิดเผยก่อนตั้งโรงงาน รวมถึงภายหลังเปิดดำเนินการไปแล้ว ทั้งผลการปฏิบัติตามมาตรการ เงื่อนไขประกอบกิจการโรงงาน ตลอดจนข้อมูลมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR) ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้

ทั้งนี้ จากรายงานเกี่ยวกับกลไกทางกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Environment ที่เผยแพร่ในปี 2562 ได้ระบุว่า ไทย อินเดีย และอูกันดา เป็นประเทศที่การได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษอุตสาหกรรม มาจากการใช้ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเท่านั้น นอกจากนี้ไทยยังมีจำนวนนักสิ่งแวดล้อมที่ถูกสังหาร จากการทำงานเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสูงเป็นอันดับ 8 ของโลก รองจากบราซิล ฮอนดูรัส ฟิลิปปินส์ โคลัมเบีย เปรู เม็กซิโก และกัวเตมาลา โดยมีสถิติระหว่างปี 2543-2558 อยู่ที่ 22 ราย

นางเพ็ญโฉม กล่าวว่า ในหลายชุมชมที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ชาวบ้านนั้นจะต้องลุกขึ้นมาศึกษาเองว่าโครงการนั้นส่งผลกระทบอย่างไรต่อพื้นที่ ซึ่งการหาข้อมูลนั้นทำได้ยากมากและไม่ครบถ้วน โดยเครื่องมือของประชาชนที่จะพอหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรมได้บ้าง เช่นในส่วนของ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) หรือบางแห่งอาจใช้เพียงรายงานการศึกษามาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (ESA) ที่หัวข้อการศึกษาไม่ครอบคลุมเท่า

“ส่วนถ้าโรงงานเปิดดำเนินการไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะมาตรวจสอบโรงงานได้ เพราะไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าโรงงานได้ทำตามมาตรการที่ระบุไว้ใน EIA หรือ EHIA หรือไม่ แม้ว่าตามกฎหมายจะต้องให้มีการรายงานการปฏิบัติงานสม่ำเสมอก็ตาม หรือหากพบว่าโรงงานได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทำผิด ก็เป็นการยากที่หน่วยงานภาครัฐจะบังคับใช้กฎหมายเพื่อลงโทษ พูดง่ายๆ คือหลังโรงงานตั้งแล้ว เราหมดโอกาสที่จะติดตามตรวจสอบหรือควบคุมให้เป็นไปตามกฎหมาย รวมถึงหากพื้นที่ใดมีการปนเปื้อน ก็จะไม่ได้รับการเยียวยาฟื้นฟูแก้ไขให้ปลอดภัย” นางเพ็ญโฉม กล่าว

สำหรับกฎหมายและกลไกที่เกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทยนั้น มีทั้ง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน และ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ซึ่งแต่ละกฎหมายมีหน่วยงานกำกับดูแลแตกต่างกัน เช่น กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมโยธาธิการและผังเมือง หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น แต่เมื่อมีการพูดถึงมลพิษผู้คนมักให้ความสำคัญกับ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม แต่อาจมองข้าม พ.ร.บ.โรงงาน ที่เป็นต้นทางจริงๆ

“เรารู้ว่าโรงงานหนึ่งจะตั้งได้ก็ต่อเมื่อรายงาน EIA หรือ EHIA ผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล แต่ในทางกลับกันโรงงานต่างๆ สามารถเดินหน้าในการก่อสร้าง ขุดดิน ถมดิน สร้างอาคารได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่ารายงานฯ จะผ่านการอนุมัติหรือไม่ แล้วข้าราชการหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลก็ไม่สามารถเอาผิดกับการกระทำเช่นนี้ เพราะกฎหมายบ้านเราไม่ได้เขียนเชื่อมโยงกันไว้ ว่าถ้าทำผิดขั้นตอนนี้ จะพาผิดไปยังกฎหมายอื่นๆ แต่ละหน่วยงานถือกฎหมายคนละฉบับ นี่จึงเป็นช่องโหว่ที่ใหญ่มากของบ้านเรา” นางเพ็ญโฉม กล่าว

นางเพ็ญโฉม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีปัญหาในส่วนของการกำหนดจำพวกโรงงานอุตสาหกรรม ที่ประเทศไทยไปวัดจากกำลังการผลิตหรือแรงม้า ทำให้กิจการแบบเดียวกัน ปลดปล่อยมลพิษแบบเดียวกัน แต่หากมีขนาดเล็กกว่าที่กำหนด ไม่ต้องมีการประเมินผลกระทบหรือมาตรการควบคุมใดๆ เป็นช่องโหว่ที่เราจะไม่รู้เลยว่าโรงงานเหล่านี้ไปตั้งที่ใด ก่อผลกระทบอย่างไรบ้าง ซึ่งโรงงานลักษณะนี้มีการตั้งกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะกิจการที่เกี่ยวข้องกับของเสีย ทั้งการคัดแยก รีไซเคิล หรือกำจัด

ในส่วนของข้อเสนอแนะให้มีการเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย การควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดแทนการบำบัดที่ปลายเหตุ ปฏิรูประบบการประเมินผลกระทบให้มองภาพรวมทั้งระบบ ปรับปรุงการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยเฉพาะเรื่องการให้ข้อมูล พัฒนากฎหมาย PRTR ให้มีบังคับใช้เช่นในหลายประเทศ ปรับปรุงการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน แก้ปัญหาทุจริตและการมีส่วนได้ส่วนเสียของข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ปรับปรุงบทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิด พิจารณาแนวทางเศรษฐศาสตร์และภาษีมาใช้คุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวมถึงการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น แยกบทบาทและอำนาจกำกับโรงงานออกจากหน่วยงานของกระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งหน่วยงานใหม่อย่าง Thai EPA หรือเปลี่ยนแปลงบทบาทอำนาจของ คพ. ตลอดจนการมีกฎหมายเฉพาะ เช่น กฎหมายอากาศสะอาด เป็นต้น

ด้าน น.ส.นิชา รักพานิชมณี นักศึกษานิติศาสตร์บัณฑิตและมหาบัณฑิตด้านกฎหมายและนโยบายสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัย Vermont Law School กล่าวว่า จากการศึกษาวิเคราะห์กฎหมายและกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษของต่างประเทศ โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น จีน และสหรัฐอเมริกา เพื่อหาว่ามีมาตรการใดที่ทำให้อุตสาหกรรมจากประเทศเหล่านี้ เลือกส่งเศษขยะพลาสติกเข้ามากำจัดที่ประเทศไทย เพราะเป็น 3 ประเทศที่มีสัดส่วนการส่งมากที่สุด รวมกันมากกว่า 70% ของทั้งหมด

สำหรับ ญี่ปุ่น พบว่าโครงสร้างของหน่วยงานที่ตรวจสอบและลงโทษแหล่งกำเนิดมลพิษ ไม่ใช่หน่วยงานที่มีหน้าที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมโดยตรงเหมือนอย่างประเทศำไทย มีการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ ทั้งรายงาน PRTR ข้อมูลข่าวสารราชการที่ประชาชนยื่นคำขอ รวมถึงสถิติการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมต้องรานงานเป็นรายปี มีการจำแนกขนาดโรงงานจากการปล่อยมลพิษไม่ใช่แรงม้า และแยกใบอนุญาตเป็นรายกิจกรรม อีกทั้งเป็นประเทศแรกที่กำหนดโทษอาญาสำหรับการทำผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อม

ในส่วนของ จีน พบว่ามีการปรับปรุงกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ภายหลังเผชิญกับระดับมลพิษที่สูง เช่น การเพิ่มโทษปรับรายวัน การให้เจ้าหน้าที่สามารถสั่งลดหรือระงับการผลิตเพื่อลดอัตราปล่อยมลพิษ การประกาศรายชื่อผู้ฝ่าฝืนกฎหมายที่กำหนดให้รายงานข้อมูล นอกจากนี้ยังมีบทลงโทษที่ถือเป็นนวัตกรรมของจีน คือการงดขึ้นเงินเดือนและเลื่อนขั้นข้าราชการ ในพื้นที่ซึ่งไม่บรรลุเป้าหมายทางสิ่งแวดล้อม เช่น การกำหนดจำนวนวันฟ้าใสต่อปี ปริมาณสารมลพิษในบรรยากาศ เป็นต้น

ด้าน สหรัฐอเมริกา มีหน่วยงานที่อิสระที่มีอำนาจตรวจสอบและลงโทษแหล่งกำเนิดมลพิษ อย่าง Environmental Protection Agency (EPA) ขณะที่ประชาชนสามารถฟ้องบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมแทนรัฐได้ นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ เช่น ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและเงื่อนไขประกอบ ผลตรวจวัดมลพิษ ผลการตรวจสอบโรงงาน ตลอดจนข้อมูลข่าวสารราชการที่ประชาชนยื่นคำขอ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังสามารถออกคำสั่งฉุกเฉิน ให้ผู้ประกอบการกระทำอันจำเป็นเพื่อปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนหรือสิ่งแวดล้อม

“สังเกตว่าในต่างประเทศมีกลไกทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้น ซึ่งหลายบริษัทที่มาลงทุนในประเทศเราก็คุ้นเคยและทำได้อยู่แล้ว แต่ทำไมไทยยังไม่ทำเช่นนั้น หากชีวิตคนมีค่าเท่ากันก็ไม่ควรเลือกปฏิบัติกับประชาชนของตัวเอง” น.ส.นิชา กล่าว

- Advertisement -