ทั่วโลกได้คำตอบไปในทิศทางเดียวกันว่า “การปลูกป่า” สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนได้

เมื่อต้นปี 2562 ที่ผ่านมา ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีพื้นที่ป่ามากเป็นอันดับ 7 ของโลก ตั้งเป้าหมายจะปลูกป่าให้ได้ 1,000 ล้านต้น ภายในปี 2593 หรืออีก 31 ปีข้างหน้า เพื่อดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และความตกลงปารีส

จากเป้าหมายดังกล่าว ภายในปี 2573 ออสเตรเลียจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 18 ล้านตัน แม้จะไม่เท่ากับจำนวนคาร์บอนไดออกไซด์ที่ประเทศปล่อยออกมาถึง 500 ล้านตันต่อปี แต่ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างมากสำหรับการชะลอภาวะโลกร้อน และลดวิกฤตสภาพการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ขณะที่ข้อมูลจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซ่า) ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยข้อมูลดาวเทียมระหว่างปี 2543-2560 ว่าสองประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างจีน และอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากติดอันดับต้นๆ ของโลก มีการเพิ่มพื้นที่สีเขียวรวมกันมากถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่สีเขียวโลก

นอกจากนี้ จีนยังตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าจาก 21.6% เป็น 26% ภายในปี 2593 อีกด้วย

สำหรับกรุงโซล เมืองที่เผชิญสถานการณ์ฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานอย่างหนักของเกาหลีใต้ ทาง Seoul Metropolitan Government หน่วยงานกำกับดูแลการก่อสร้างของกรุงโซล ได้ประกาศจะปลูกต้นไม้ในเมืองหลวงเพิ่มขึ้นอีก 15 ล้านต้น ภายในปี 2022 หลังจากที่ในปี 2014 ได้ปลูกไปแล้ว 15 ล้านต้น ทำให้โซลจะมีต้นไม้เพิ่มขึ้นถึง 30 ล้านต้น

แม้เกาหลีจะไม่ได้ดำเนินมาตรการตามความตกลงปารีส แต่การทุ่มงบประมาณเพื่อการนี้ก็มีนัยยะถึงความตั้งใจในการแก้ปัญหาฝุ่นพิษที่เข้าขั้นวิกฤต ซึ่งการปลูกต้นไม้ 30 ล้านต้น จะมีผลในการลดฝุ่นละอองที่ปล่อยจากรถยนต์ดีเซลกว่า 64,000 คันต่อปี

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอีกหลายประเทศที่ได้ประกาศนโยบายปลูกป่า เพื่อปกป้องโลกในวันหน้า เนื่องจากในแวดวงวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับการแก้ไข การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือสภาวะโลกร้อน เห็นตรงกันว่า หากมีการปลูกต้นไม้ทั่วโลกจำนวน 1.2 ล้านล้านต้น จะช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดโลกร้อน ซึ่งมนุษย์ได้สร้างเอาไว้ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาได้

ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นผลงานของ ดร.โธมัส ครอว์เธอร์ นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมชาวอังกฤษ ที่ปรึกษาโครงการรณรงค์ปลูกต้นไม้ล้านล้านต้นของสหประชาชาติ (UN) ภายใต้ UN’s Trillion Tree Campaign ที่พบว่า หากการปลูกต้นไม้ 1.2 ล้านล้านต้นทั่วโลกสามารถทำได้จริง จะเป็นวิธีการลดก๊าซก่อโลกร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดมากกว่าวิธีการใดๆ ที่มนุษย์มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการพึ่งพาพลังงานทางเลือก หรือการลดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ก็ตาม

ช่วงที่ผ่านมา การศึกษาเรื่องการปลูกต้นไม้เพื่อแก้ไขโลกร้อนนั้นได้รับการวิจัยอย่างกว้างขวาง แต่ขาดแคลนข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งการวิจัยของ ดร.ครอว์เธอร์ ที่อาศัยฐานข้อมูลจากทั้งการสำรวจทางอากาศ และภาพถ่ายดาวเทียมของป่าไม้ทั่วโลก พบว่าต้นไม้บนโลกนั้นเหลืออยู่ประมาณ 3 ล้านล้านต้น ซึ่งมากกว่าที่องค์การนาซ่าเคยประเมินไว้ถึง 7 เท่า

สำหรับสถานการณ์ป่าไม้ในประเทศไทย ข้อมูลปี 2559 เรามีพื้นที่ป่า 31.58% ของพื้นที่ประเทศไทย หรือเท่ากับ 102,174,805.09 ไร่ ด้วยปริมาณดังกล่าวมีความจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่ป่าให้มีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะการที่ไทยกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20-25% ในปี 2573 การผลักดันนโยบายการปลูกต้นไม้หรือปลูกป่าจากการร่วมไม้ร่วมมือของทุกภาคส่วนจะเป็นทางออกที่ดีทางออกหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน

- Advertisement -