กลิ่นควันท่อไอเสียจากรถยนต์ไม่ใช่กลิ่นที่น่าพิศมัย ซ้ำยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก และเป็นที่รู้กันอีกว่าก๊าซพิษจากการเผาไหม้ของไอเสีย ยังมีผลต่อความสุข ความฉลาด และชีวิตความเป็นอยู่โดยรวมของมนุษย์ แต่กระนั้นผู้คนหลายล้านทั่วโลกยังต้องสูดควันพิษชนิดนี้เข้าไปทุกวัน ไม่ว่าจะในระหว่างเดินทางไปทำงาน ไปโรงเรียน หรือเพียงแค่ออกมาเดินเล่นหน้าบ้าน

มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุของการตายก่อนวัยอันควรอันดับต้นๆ เนื่องจากเป็นต้นขั้วของโรคร้ายหลายชนิด ทั้งโรคปอด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดตีบและมะเร็ง โดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ United Nations Environment Programme (UNEP) ประเมินว่าแต่ละปีมีคนต้องตายจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศมากกว่า 7 ล้านคนทั่วโลก

มลพิษที่เกิดจากการขนส่ง จัดเป็นมลพิษทางอากาศที่มีสัดส่วนสูงที่สุดในเขตเมือง ทำให้หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐบาลในหลายประเทศ ต่างมองหามาตรการเพื่อปรับปรุงคุณภาพอากาศและควบคุมมลพิษประเภทนี้ หนึ่งในวิธีที่แพร่หลายคือการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะพลังงานไฟฟ้า ที่มีมลพิษจากการขนส่งเป็นศูนย์

“เพื่อลดมลพิษที่เกิดจากการขนส่ง มีสามสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำ หนึ่งทำให้คนหลีกเลี่ยงการใช้ยานพาหนะ ด้วยการออกแบบเมืองให้ประชากรสามารถเดินไปโรงเรียนหรือไปร้านค้าได้ สองเราต้องส่งเสริมให้คนเดินทางด้วยรถสาธารณะ ปั่นจักรยานและเดินให้มากขึ้น และสุดท้ายคือการพัฒนาระบบขนส่งที่ใช้พลังงานสะอาดเพื่อทดแทนพลังงานรูปแบบเดิม” ร็อบ เด ยอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งด้วยพลังงานไฟฟ้า UNEP กล่าว

ปัจจุบัน UNEP ได้พัฒนาโปรเจกต์ e-mobility เพื่อส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ หันมาใช้การขนส่งที่พึ่งพาพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น พวกเขาเข้าไปช่วยตั้งแต่การพัฒนานโยบาย แลกเปลี่ยนความรู้ นำเสนอรูปแบบเทคโนโลยีประเภทต่างๆ รวมทั้งคำนวนผลประโยชน์ในเชิงสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้

ครั้งนี้เราจะพาไปรู้จักกับผู้นำใน 5 ประเทศทั่วโลก ที่มีส่วนผลักดันนโยบายลดปริมาณมลพิษจากการขนส่ง และยกระดับระบบขนส่งให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ซาดิค ข่าน นายกเทศมนตรี กรุงลอนดอน

ข่าน เป็นผู้ผลักดันสองนโยบายสำคัญเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อพัฒนาคุณภาพอากาศในลอนดอน นโยบายแรกคือการกำหนดโซนมลพิษจากการขนส่งต่ำพิเศษ ซึ่งจะควบคุมปริมาณมลพิษในอากาศอย่างเข้มงวด ส่วนอีกนโยบายคือการยกมาตรฐานการปล่อยมลพิษของรถโดยสารประจำทาง รถบัส และรถบรรทุกให้สูงขึ้น

โดยเขาตั้งเป้าว่ารถบัสโดยสารและรถบรรทุกในลอนดอนทั้งหมด จะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานใหม่ภายในปี 2020 ขณะที่โซนมลพิษจากการขนส่งต่ำพิเศษ จะถูกขยายให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นภายในปี 2021

“ทั้งสองมาตรการนี้จะช่วยลดปริมาณมลพิษจากการขนส่งในลอนดอนได้ และจะช่วยให้ประชากรกว่า 100,000 คนไม่ต้องอาศัยอยู่ในเขตที่มีค่ามาตรฐานมลพิษสูงเกินกำหนดอีกต่อไป” ข่าน กล่าว

แคโรลีน่า ชมิดท์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม ประเทศชิลี

ชิลี เป็นประเทศที่มีจำนวนรถโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้าสูงเป็นอันดับสองในโลกรองจากจีน และพวกเขายังมีแผนจะเพิ่มจำนวนขึ้นอีก 10 เท่าภายในปี 2022 ภายใต้การบริหารของชมิดท์ ผู้เล็งเห็นความสำคัญของการลดมลพิษทางอากาศ

“ตอนนี้เรามีรถบัสที่ใช้พลังงานไฟฟ้าทั่วกรุงซานติอาโก (เมืองหลวงของชิลี) 200 คัน พวกมันเป็นที่นิยมของผู้คนมาก คนส่วนใหญ่ยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อมลภาวะที่ดีกว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทำให้เรามีแผนจะเพิ่มจำนวนรถไฟฟ้าเหล่านี้เป็น 2,000 คันภายในปี 2022” ชมิดท์ กล่าว

คาร์ลอส มานูเอล โรดิเกวซ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ประเทศคอสตาริก้า

ปัจจุบันพลังงานไฟฟ้าที่ใช้กว่า 300 วันต่อปี ในประเทศคอสตาริก้า ผลิตมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ก๊าซชีวมวล และพลังงานความร้อนใต้พิภพ โดยพวกเขายังมีแผนจะปลดแอกการพึ่งพาพลังงานคาร์บอนโดยสิ้นเชิงในอนาคต แม้ปัจจุบันคอสตาริก้าจะมีส่วนทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.4% ของโลก ซึ่งน้อยอยู่แล้วก็ตาม

“การเลิกพึ่งพาเชื้อเพลิงคาร์บอน ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของเราในระยะยาวด้วย ผมเชื่อว่าการเป็นรัฐมนตรีที่ดูแลทั้งสิ่งแวดล้อมและพลังงานในเวลาเดียวกัน จะทำให้การเปลี่ยนผ่านทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” โรดิเกวซ กล่าว

โอล่า อีเวสตวน รัฐมนตรีภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประเทศนอร์เวย์

นอร์เวย์ ตั้งเป้าจะเป็นประเทศที่ใช้พลังงานสะอาด 100% ภายในปี 2030 โดยปัจจุบันนอร์เวย์ยังมีสัดส่วนจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าต่อประชากรสูงที่สุดในโลก ซึ่งกว่า 70% ของรถยนต์ที่วิ่งบนถนนนอร์เวย์จะใช้พลังงานไฟฟ้า

เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม กระทรวงการคลังของนอร์เวย์ได้ออกแพ็คเกจสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดยคนที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะไม่ต้องเสียภาษีถนน ขณะที่คนใช้รถแบบดั้งเดิมจะถูกเก็บภาษีหนัก นอกจากนี้รถยนต์ไฟฟ้ายังสามารถใช้บริการเรือเฟอรี่ได้ฟรี อีกทั้งที่จอดรถสาธารณะหลายแห่งในเมือง ยังอนุญาตให้จอดเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า และทางการยังติดตั้งหัวจ่ายพลังงานไฟฟ้าไว้หลายจุดเพื่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย

“เรามีประชากรเพียง 5 ล้านคน แต่กลับเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก มันชัดเจนว่าเราต้องการเปลี่ยนแปลง” อีเวสตวน กล่าว

กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ประเทศจีน

ในเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา ทางการจีนได้ออกมาตรการส่งเสริมให้บริษัทผลิตรถยนต์ต่างๆ ในประเทศ ผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทผู้ผลิตถูกขอให้ผลิตรถยนต์ที่ประหยัดพลังงานหรือใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น

เป้าหมายของนโยบายนี้คือการเพิ่มสัดส่วนรถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือก เพิ่มขึ้นเป็น 12% ของปริมาณทั้งประเทศ รวมทั้งปรับปรุงค่าเฉลี่ยการกินน้ำมันของรถยนต์ให้ลดลงจาก 6.9 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร เหลือ 5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ภายในปี 2020

ที่มา: UN Environment Programme

- Advertisement -