สส.แนะภาคประชาสังคมใช้วิธีการต่อสู้เชิงรุก เน้นเจรจาตรงกลุ่มทุนหยุดทำลายสิ่งแวดล้อม

ผู้เชี่ยวชาญกรมส่งเสริมคุณภาพสวล.แนะวิธีต่อสู้ภาคประชาสังคม ต้องหากลไกเชิงนโยบายนำเสนอโมเดลรูปธรรม เลิกพึ่งภาครัฐติดขัดระเบียบ-ล่าช้า ชูวาระเร่งด่วนลดโลกร้อน-ขยะพลาสติก-ฝุ่นละออง

นายวีรวัฒน์ ปภุสสโร อดีตรองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน สส. เปิดเผยในการประชุมพัฒนาบทบาทและความรู้ภาคประชาชน สู่การตัดสินใจที่ดีด้านสิ่งแวดล้อม จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2562 ตอนหนึ่งว่า แนวทางการแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือสภาวะโลกร้อน ภาคประชาชนต้องเน้นหาแนวทางหรือกลไกเชิงการจัดการเพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคต โดยต้องมองในเชิงนโยบายและนำเสนอรูปแบบที่เห็นผลเป็นรูปธรรม ไม่พึ่งระบบราชการที่ติดขัดกฎระเบียบและข้อกฎหมายซึ่งไม่ใช่ช่องทางที่ภาคประชาสังคมพึ่งพิงได้

นายวีรวัฒน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาจึงเห็นแนวทางการต่อสู้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เริ่มเห็นปรากฎการณ์การปรับตัวเปลี่ยนแปลง ด้วยการเจรจาพูดคุยตรงระหว่างคู่ขัดแย้งระหว่างภาคประชาชนกับกลุ่มทุน เพื่อให้หยุดยั้งการทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลในพื้นที่ภาคใต้ ปัญหาการปลูกข้าวโพด หรือปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ เพราะการเจรจากดดันภาคราชการไม่ได้ผลอีกต่อไป

“การเคลื่อนไหวภาคประชาชน นั่งสุมหัว จัดฝึกอบรม จัดประชุมสัมมนา สรุปบทเรียน ยื่นข้อเรียกร้อง และชุมนุมประท้วง คงไม่เพียงพอ เราต้องหาวิธีการใหม่ๆ ในการเคลื่อนไหว ด้วยการเดินเชิงนโยบาย มีผลสำเร็จเป็นรูปธรรม เลิกพึ่งระบบราชการ ไม่เน้นรณรงค์สร้างกระแสเพียงวูบวาบ แต่ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา” นายวีรวัฒน์ กล่าว

นายวีรวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือแม้แต่ปัญหาโลกร้อน ต้องมียุทธศาสตร์และเป้าหมายที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่นปัญหาขยะ ต้องเร่งแก้ปัญหาโดยด่วน เพราะไทยติดอันดับประเทศมหาเศรษฐีขยะอันดับ 5 ของโลก หรือปัญหาหมอกควัน หรือฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สารพิษหรือโลหะหนักจากโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ปีนี้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ยกให้วันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิ.ย. เน้นวาระเรื่องอากาศเป็นพิเศษ เพราะเป็นประเด็นสำคัญระดับโลกไปแล้ว ด้วยสโลแกนต้องหาวิธีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง และหยุดหมอกควันและอากาศพิษเพื่อสิ่งแวดล้อมให้ได้

นายวีรวัฒน์ กล่าวอีกว่า แนวทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีเป้าหมาย และเดินตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือแผนแม่บทสภาพัฒน์ 5 ปี และเปลี่ยนไปตามตามนโยบายรัฐบาล แต่ปัจจุบันมียุทธศาสตร์ชาติ และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ SDG ที่มุ่งเน้นการเติบโตและการพัฒนาต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น วันนี้เราน่าจะได้บทเรียนแล้วว่าการทุ่มงบประมาณสร้างถนนเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ไม่อาจแก้ปัญหารถติดได้ ถนน หรือ รถไฟฟ้า กลับไปลดพื้นที่สีเขียวให้น้อยลงเข้าไปอีก

สำหรับ ตัวอย่างประเทศที่น่าเอาแบบอย่าง คือ เมืองหนึ่งของบราซิล ที่ท้องถิ่นและประชาชน คัดค้านนโยบายการสร้างทางด่วนเพื่อปัญหาจราจร แต่ชาวเมืองเห็นชอบ ปิดถนนห้ามรถวิ่ง 4 มุมเมือง และทำทางเดินสาธารณะให้เด็กทำกิจกรรม และพื้นที่สีเขียว การจราจรมีแค่ 3 ช่องทาง คือ ทางเข้าเมือง ทางออกเมือง และทางรถสาธารณะ พร้อมกับจัดผังเมืองใหม่ด้วยการซื้อที่ดิน 3,000 ไร่นอกเมืองเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย และเขตนิคมอุตสาหกรรม

ขณะที่ แนวทางการแก้ปัญหา PM2.5 ต้องเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมาย เช่น การก่อสร้างต้องปิดกั้นมิดชิดบริเวณไซด์ก่อสร้าง หรือทุกตึกสูงต้องมีระบบสปริงเกอร์ โดยเฉพาะนโยบายผังเมืองแต่ละจังหวัด ต้องกำหนดแนวทางการพัฒนาผังเมืองของตัวเองจะไปในทิศทางใดโดยยึดระบบนิเวศและสภาพภูมิประเทศเป็นตัวตั้ง เช่น เมืองแห่งการศึกษา เมืองแห่งการท่องเที่ยว หรือเมืองแห่งอุตสาหกรรม อย่าทำเหมือน กทม. หาดใหญ่ หรือ เชียงใหม่ ที่ผังเมืองเลียนแบบกันโดยไม่คำนึงถึงความเป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง

นายวีรวัฒน์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเริ่มเห็นความสำคัญของเป้าหมายกรีน เช่น เมืองสีเขียว การสร้างเมืองให้เป็นเมืองอยู่ดี ประชาชนมีสุข และผู้บริหารมีธรรมาภิบาล หรือ อุทยานสีเขียว กรีนโฮเทล มีการปลูกผักสวนครัว ลดขยะ บำบัดน้ำเสีย หรือออฟฟิศสีเขียว เน้นการมีระบบประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ ลดขยะ พร้อมจัดให้มีกิจกรรมด้านดูแลอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือหมู่บ้าน Zero Waste หรือแม้แต่วัดสีเขียว เป็นต้น

“การแก้ปัญหาต่างๆ ต้องเริ่มต้นจากแก้ปัญหาตัวเองให้ได้ก่อน ก่อนจะไปแก้ปัญหาให้คนอื่นๆ ลองคิดดูโรงแรมหรูๆ รวยๆ ยังปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ หรือการคัดแยกที่บ้าน รู้หรือไม่ขยะทั้งประเทศ 60% เป็นขยะอินทรีย์ ที่เหลือขยะทั่วไปที่รีไซเคิลได้ ดังนั้นต้องเน้นการจัดการขยะอินทรีย์ที่บ้านเป็นอันดับแรก พร้อมกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดขยะถุงพลาสติกทำได้เพียงเท่านี้เราก็ลดขยะได้แล้ว” นายวีรวัฒน์ กล่าว

- Advertisement -