ชนเผ่าวาโอรานี่ (Waorani) ที่อาศัยอยู่ในเขตป่าแอมะซอนของประเทศเอกวาดอร์ ได้สร้างประวัติศาสตร์หลังศาลจังหวัดปาสตาซ่า (Pastaza) ตัดสินให้พวกเขาชนะคดีกรณีพิพาทกับบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่หลายแห่งที่เข้ามาสำรวจการขุดเจาะน้ำมันในถิ่นอาศัยของพวกเขา

คำตัดสินของศาลในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ชนพื้นเมืองสามารถเอาชนะบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ต้องการรุกพื้นที่ป่าได้ โดยศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองพื้นที่ราว 180,000 เอเคอร์ จากการบุกรุกของกลุ่มทุน อ้างอิงจากรัฐธรรมนูธของประเทศเอกวาดอร์ที่เขียนเอาไว้ว่าชนพื้นเมืองมีสิทธิที่จะครอบครองผืนดินของบรรพบุรุษของพวกเขา โดยรัฐต้องให้การคุ้มครอง ถึงแม้ว่าทรัพยากรใต้ดินทั้งหมดจะเป็นของรัฐบาลกลางก็ตาม

นอกจากนี้ การพิจารณาคดียังพิจารณาตามแนวทางคำตัดสินคดีด้านสิทธิมนุษยชนหลายคดีในทวีปอเมริกา ที่ให้ความคุ้มครองชนเผ่าพื้นเมือง

“คำตัดสินของศาลในคดีนี้มีความสำคัญมาก เพราะมันจะถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีพิพาทระหว่างชนเผ่าแอมะซอนอื่นกับกับกลุ่มทุนเอกชนที่ต้องการเข้าแสวงหาประโยชน์ในถิ่นอาศัยของพวกเขา” ลิน่า มาเรีย เอสปิโนซ่า ทนายฝ่ายโจทย์ ระบุ

ในรอบหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลเอกวาดอร์ได้จัดสรรพื้นที่ในเขตแอมะซอนออกเป็นหลายแปลงเพื่อเปิดให้ให้เอกชนเข้ามาประมูลเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ หนึ่งในนั้นคือผืนดินของชาววาโอรานี่

ในปี 2012 รัฐบาลได้บรรลุข้อตกลงกับชนเผ่าวาโอรานี่ ในการอนุญาตให้บริษัทน้ำมันเอกชนสามารถเข้ามาขุดเจาะสำรวจแหล่งน้ำมันใต้ดินในเขตปูโยได้ แต่ภายหลังชนเผ่ากลุ่มนี้พบว่าพวกเขาไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นความจริงจากรัฐบาลและบริษัทเอกชนทั้งหมด โดยกิจกรรมการขุดเจาะได้ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของพวกเขา ทำให้การฟ้องร้องเกิดขึ้น

หลังทราบคำพิพากษา ชาววาโอรานี่อาศัยอยู่ในพื้นที่กว่า 4,800 คนได้รวมตัวกันเดินขบวนฉลองชัยชนะบทถนนในเมืองปูโย บางส่วนต้องเดินทางมาจากพื้นที่ๆไม่มีถนนตัดผ่าน ต้องพายเรือแคนูหรือนั่งเครื่องบินเล็กมา

เนมอนเต้ เนนกิโม่ ผู้นำชนเผ่าวาโอรานี่ กล่าวว่า คำตัดสินนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐไม่สามารถละเมิดสิทธิ์ในการใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีตามวิถีดั้งเดิมของพวกเขาได้ และมันยังช่วยให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยขึ้น

“ผืนดินเป็นของพวกเรา พวกเรามีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับมัน ตอนนี้เราเลือกที่จะกันไม่ให้พวกบริษัทน้ำมันเข้ามาทำลายวัฒนธรรมและทรัพยากรป่าไม้ของพวกเรา” เนมอนเต้ กล่าว

ข้อมูลจาก The World Resources Institute ซึ่งติดตามสถานการณ์พื้นที่ป่าของโลก ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา ประเทศที่สูญเสียพื้นที่ป่าไม้มากที่สุด 4 ประเทศอยู่ที่ทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ บราซิล โคลัมเบีย เปรู และโบลีเวีย ซึ่งมีเขตแดนครอบคลุมผืนป่าแอมะซอนด้วยกันทั้งสิ้น

การใช้ภาพถ่ายดาวเทียมของนักวิจัยพบว่า โลกได้สูญเสียพื้นที่ป่ากว่า 120,000 ตารางกิโลเมตร ในปี 2018 โดยในจำนวน 3,500 ตารางกิโลเมตรนั้นคือพื้นที่ป่าสมบูรณ์ (Primary Forest) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยถูกรบกวนจากกิจกรรมการพัฒนาพื้นที่ของมนุษย์ในช่วงสมัยปัจจุบัน พื้นที่ป่านี้จึงเป็นจุดที่มีความหลากหลายทางระบบนิเวศและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์สายพันธุ์ต่างๆ โดยบางชนิดมนุษย์อาจไม่เคยค้นพบมาก่อน

เฉพาะในประเทศบราซิลอย่างเดียว มีการสูญเสียพื้นที่ป่าสมบูรณ์ไปประมาณ 16,000 ตารางกิโลเมตร โดยกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การถางป่าเพื่อการทำปศุสัตว์ การทำเหมืองแร่ การปลูกพืชเชิงเดี่ยว ที่เร่งให้สูญเสียพื้นที่ป่ามากขึ้น

นักกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมมีความกังวลในเรื่องพื้นที่ป่าแอมะซอนในบราซิลมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนับตั้งแต่ประธานาธิบดีคนใหม่ของบราซิล Jair Bolsonaro ดำรงตำแหน่งเมื่อปลายปีที่แล้ว เขาสัญญาว่าจะเปิดป่าแอมะซอนเพื่อการทำอุตสาหกรรมและลดงบประมาณเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมลง

ในประเทศโคลัมเบียก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน โดยมีพื้นที่ป่าที่หายไปกว่า 117 ตารางกิโลเมตร เมื่อปีที่ผ่านมา

ที่มา: www.thinkinghumanity.com

- Advertisement -