150 ปีประวัติศาสตร์มลภาวะและปัญหาโลกร้อน…นับถอยหลังจุดจบมนุษยชาติ

“โฮโม เซเปียนส์” ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 200,000 ปีมาแล้ว พัฒนาจนกลายเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์แบบเราๆ เมื่อ 50,000 ปีที่แล้ว เริ่มแสดงภูมิปัญญาด้วยการเริ่มปฏิวัติเกษตรกรรมเมื่อราว 7,000-10,000 ปีที่แล้ว ก่อกำเนิดอารยธรรมแรกของโลกแถบเมโสโปเตเมีย เมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว

หลังจากนั้นมนุษยชาติก็ใช้ชีวิตอยู่ในยุคเกษตรกรรมเรื่อยมา จนกระทั่งเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ครั้งแรก) ระหว่างปี ค.ศ.1760-1820 ซึ่งมนุษย์เริ่มใช้พลังงานฟอสซิล เช่น ถ่านหิน เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนการผลิตแบบมหาศาลด้วยโรงงาน และการขนส่งมวลชนที่ใช้พลังไอน้ำ การเผาผลาญเพื่อการเกษตรที่มีวงจำกัด กลายเป็นการเผาผลาญที่ไร้ขีดจำกัดเพื่อผลิตสินค้าและบริการ

นี่คือจุดเริ่มต้นของลัทธิบริโภคนิยมที่จะผลักดันการผลิต และการผลิตผลักดันการเผาผลาญพลังงาน และการเผาผลาญพลังงานผลักดันการสร้างมลภาวะ ในปริมาณมหาศาลแบบที่มนุษยชาติไม่เคยประสบมาก่อน นับตั้งแต่การถือกำเนิดของโฮโม เซเปียนส์

ในปี ค.ศ.1850-1890 หรือหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมผ่านพ้นมาได้ระยะหนึ่ง และโลกเข้าสุ่ยุคโมเดิร์นที่การผลาญพลังงานเริ่มจะถีบตัวเพิ่มขึ้นมา ตอนนั้นอุณหภูมิค่ากลางของโลกอยู่ที่ 13 องศาเซลเซียสเท่านั้น

1859
แม้จะเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของการเผาผลาญพลังงานและสร้างมลภาวะ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เริ่มตระหนักแล้วว่า การปล่อยก๊าซจะส่งผลกระทบต่อโลก เช่น John Tyndall นักฟิสิกส์ชาวไอริช ที่ระบุไว้ในปี ค.ศ.1859 ว่าก๊าซบางประเภทที่ปล่อยออกมา ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก นั่นเป็นข้อสันนิษฐานเมื่อ 150 ปีที่แล้ว ซึ่งตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ยังไม่มีใครสนใจในสิ่งที่ Tyndall ตั้งข้อสังเกตไว้

1896
อีก 40 ปีต่อมาหลังจากที่ Tyndall ตั้งสมมติฐานเรื่องความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกจากการปล่อยก๊าซบางประเภท ในปี ค.ศ.1896 นักเคมีชาวสวีดิช Svante Arrhenius ตีพิมพ์รายรายงานการคำนวณภาวะโลกร้อนที่จะเกิดขึ้นจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของมนุษย์ โดยชี้ว่าอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น 5-6 องศาเซลเซียส แม้ในปีนั้นอุณหภูมิเฉลี่ยยังห่างไกลจากคำว่าโลกร้อน แต่ประจวบเหมาะกับที่ในปีนี้มีอุณหภูมิสูงอย่างผิดปกติ จนทำให้เกิดปรากฎการณ์คลื่นความร้อนทั้งในซีกโลกเหนือ (สหรัฐอเมริกา) และในซีกโลกใต้ (ออสเตรเลีย) โดยมีผู้เสียชีวิตมากเป็นประวัติการณ์

1870
การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ.1870 การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก ความเปลี่ยนแปลงสำคัญอยู่ที่การใช้พลังงานไอน้ำจากถ่านหิน ซึ่งเพียงเท่านี้ก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกอย่างมากมายแล้ว แต่การปฏิวัติรอบ 2 นี้เป็นจุดเริ่มต้นของพลังงานไฟฟ้า และการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวัน ที่ยิ่งทำให้สภาพแวดล้อมเสียหายหนักมากขึ้น

1920
การปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบ 2 สิ้นสุดวิวัฒนาการในปี ค.ศ.1910 แต่อีก 10 ปีต่อมา (ค.ศ.1920) คือการเริ่มต้นของยุคพลังงานฟอสซิลอีกชนิดนั่นคือ น้ำมัน ทั้งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้ค้นพบแหล่งน้ำมันดิบในเท็กซัสและตะวันออกกลาง จึงทำการกลั่นเป็นปิโตรเลียม ทำให้โลกรู้จักพลังงานรูปแบบใหม่ที่ราคาถูกและไม่ปล่อยฝุ่นควันได้ชัดเจนเท่ากับถ่านหิน กอปรกับในช่วงเดียวกันนั้นเป็นยุคของยานยนต์ราคาถูก ที่ผลิตแบบอุตสาหกรรมครั้งแรก เช่น รถรุ่น T ของบริษัทฟอร์ด กลายเป็นจุดเริ่มของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์มหาศาลจากน้ำมัน

1938
แม้ว่าชาวโลกยังไม่ตระหนักถึงผลพวงจากการเผาลาญพลังงานมหาศาล แต่นักวิทยาศาสตร์บางคนเริ่มตระหนักนั่นคือ Guy Stewart Callendar ที่รื้อฟื้นทฤษฎีโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เสนอไว้โดย Svante Arrhenius ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.1896 โดย Callendar แสดงหลักฐานว่าทั้งอุณหภูมิและระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ.1938 คนในวงการวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคงโต้เถียงถึงความเป็นไปได้หรือแม้แต่เพิกเฉยต่อทฤษฎีนี้ [1]

1958
กว่าที่ทฤษฎีก๊าซเรือนกระจกจะเป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์ ก็ปาเข้าไปปี ค.ศ.1958 แต่เป็นเรื่องที่ยอกย้อน เพราะนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้เริ่มสนใจปรากฏการณ์เรือนกระจกบนโลกของเราก่อน แต่พบว่าเรือนกระจกที่เกิดจากก๊าซบนดาวศุกร์ ทำให้อุณหภูมิของดาวเคราะห์ดวงนั้นเพิ่มสูงขึ้น

1960
อีก 2 ปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน Charles Keeling ประสบความสำเร็จในการพิสูจน์เรื่องการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ และเขาผู้นี้เป็นเจ้าของชื่อ Keeling Curve หรือกราฟซึ่งลงจุดการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลก และในเวลาเดียวกันนั้น นักวิทยาศาสตร์เริ่มคาดการณ์ปริมาณสะสมของคาร์บอนไดออกไซด์ในอนาคต เช่นในปี ค.ศ.1959 คาดการณ์ว่าคาร์บอนไดออกไซด์จะเพิ่มขึ้น 25% เมื่อถึงปี ค.ศ.2000 [2]

1963
ในการประชุมที่จัดโดย Conservation Foundation เป็นครั้งแรกที่ในการประชุมของนักวิทยาศาสตร์แสดงความกังวลเรื่องปัญหาโลกร้อน ที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจนท่วมชายฝั่งอย่างหนักหน่วง และในเขตร้อนสิ่งมีชีวิตเป็นจำนวนมากจะถูกทำลาย หากการปล่อยมลพิษไม่ถูกตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง [3]

1968
John Mercer นักวิทยาศาสตร์ด้านธารน้ำแข็งวิทยาเตือนว่า มีโอกาสที่แผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกฝั่งตะวันตกจะแตกอยางรวดเร็ว และทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นถึง 5 เมตร และ Mercer คิดว่าจะเกิดขึ้นในอีก 40 ปีข้างหน้า [4] ซึ่งสิ่งที่เขาทำนายกำลังเกิดขึ้นจริงอยู่ในเวลานี้ เพียงแต่อัตราการคาดการณ์น้ำทะเลที่จะเพิ่มขึ้นได้ปรับลงมาอยู่ที่ราว 3-4 เมตร

1976
Syukuro Manabe นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นพัฒนาโมเดลสภาวะอากาศโลกแบบ 3 มิติ และเมื่อคำนวณอัตราการเพิ่มของคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้น 2 เท่า ก็พบว่าจะทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส นอกจากนี้การศึกษาในปี ค.ศ.1975 และ 1976 แสดงให้เห็นว่าสาร CFCs ก๊าซมีเธน และโอโซน มีส่วนอย่างมากที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก

1985
ทีมงานของ V. Ramanathan นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย ประกาศว่าภาวะโลกร้อนอาจเกิดเร็วขึ้นสองเท่าจากที่คาดไว้ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของมีเธนและก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง CFCs

1987
โลกเริ่มตื่นกลัวและตื่นตัวมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1980 และทศวรรษนี้มีความก้าวหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมทั่วโลก เช่น ปัญหาการลดลงของโอโซน ซึ่งประชาคมโลกแก้ปัญหานี้ด้วยการผ่านอนุสัญญาเวียนนา และพิธีสารมอนทรีออล เพื่อกำหนดข้อจำกัดในระดับสากลเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซทำลายโอโซน

1990
รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC ฉบับแรก (First Assessment Report) ระบุว่าโลกกำลังร้อนขึ้น และมีโอกาสที่ภาวะโลกร้อนในอนาคตจะเลวร้ายยิ่งขึ้น โดยเนื้อหาสรุปส่วนหนึ่งของรายงานระบุว่า “การปล่อยก๊าซที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์นั้น เพิ่มความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศอย่างมาก การเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์, มีเธน, CFCs และไนตรัสออกไซด์ จะยิ่งเพิ่มภาวะเรือนกระจก ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิของพื้นผิวโลกร้อนขึ้น” [5] [6]

1992
ประชาคมโลกจัดการประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC ขึ้นที่นครริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล นับเป็นก้าวย่างสำคัญในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนในเวทีสากล แต่การประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้ไม่มีความก้าวหน้า เพราะสหรัฐอเมริกาขัดขวางมิให้ที่ประชุมกำหนดมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง และหลังจากนี้สหรัฐฯ จะขัดขวางความพยายามที่จะวางกรอบลดมลภาวะมาโดยตลอด

1995
รายงาน IPCC ฉบับที่สอง เนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า “คาร์บอนไดออกไซด์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากการคาดการณ์เรื่องการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกในอนาคต และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เป็นเครื่องยืนยันถึงผลกระทบจากมนุษย์ที่ยังผลให้เกิดเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ” [7]

1997
ลงนามพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป้าหมายหลักของพิธีสารเกียวโตคือการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ โดยอิงกับปริมาณการปล่อยก๊าซของแต่ละประเทศ, ระดับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และศักยภาพของแต่รายที่จะลดการปล่อยก๊าซ [8]

1998
เกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ซึ่งทำให้ทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยรู้จักปรากฎการณ์นี้ เพราะตามปกติเอลนีโญจะเกิดขึ้นในแถบแปซิฟิกของอเมริกาใต้เป็นหลัก ในปีนั้นอากาศร้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั่วโลก

2001
รายงาน IPCC ฉบับที่สามระบุว่า ภาวะโลกร้อนที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่ยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้มาก ด้วยผลกระทบจะที่สร้างความเสียหายอย่างมากในอนาคต ทั้งนี้ อุณหภูมิพื้นผิวโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 20 ประมาณ 0.6 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นในชั้นบรรยากาศระดับต่ำสุด 8 กิโลเมตร ในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา อีกทั้งปริมาณหิมะและน้ำแข็งปกคลุมลดลง

2005
พิธีสารเกียวโตมีผลบังคับใช้ ประเทศอุตสาหกรรมหลักเกือบทุกประเทศลงนามรับรองจนหมด ยกเว้นสหรัฐอเมริกา แต่ทว่ารัฐบาลท้องถิ่นของสหรัฐฯ ที่เล็งเห็นถึงภัยจากโลกร้อน ได้ดำเนินการลดการปล่อยมลภาวะด้วยตัวเองโดยไม่รอการตัดสินใจของรัฐบาลกลาง

2014
รายงาน IPCC ฉบับที่สี่ระบุว่า แม้ว่าจะหยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในทันที แต่ภาวะโลกร้อนยังคงดำเนินต่อไปอีกนับร้อยปี โดยเนื้อหาในรายงานระบุว่า “อุณหภูมิพื้นผิวจะยังคงอยู่ในระดับคงที่โดยประมาณเป็นเวลาหลายศตวรรษ หลังจากหยุดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์โดยมนุษย์” ซึ่งเรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศได้เตือนมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 และถึงกับชี้ว่าภาวะโลกร้อนจะดำเนินต่อไปอีกนับพันปี

2016
ให้กำเนิดความตกลงปารีส หรือ Paris Agreement เพื่อกำหนดมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะเริ่มในปี ค.ศ.2020 โดยเป้าหมายระยะยาวคือการหยุดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส อันเป็นระดับก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม จากนั้นจึงค่อยจำกัดการเพิ่มให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งอัตรานี้จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมาก

2018
สหรัฐอเมริกา ประเทศซึ่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลกถอนตัวออกจากความตกลงปารีส และความร่วมแรงร่วมใจของประชาคมโลกที่จะแก้ไขปัญหาโลกร้อนตกอยู่ในความมืดมน

นี่คือประวัติศาสตร์สังเขปของปัญหาโลกร้อน เป็นความสังเขปที่น่ากังวล เพราะในประวัติศาสตร์อันยาวนานถึง 200,000 ปีของโฮโม เซเปียนส์ แต่เพียงส่วนเสี้ยวกระจิดริดของยุคสมัยเท่านั้นที่กำลังนำพาพวกเขาไปพบกับจุดจบ ส่วนเสี้ยวนี้มีระยะเวลาเพียง 150 ปี หากเทียบกับ 200,000 ปีแล้วมีอัตราส่วนเพียง 0.08 เท่านั้น

และหากยังอยู่ในเทรนด์นี้ต่อไป ปัญหาโลกร้อนจะกู่ไม่กลับ ซึ่งหมายความว่ามนุษยชาตินับถอยหลังจุดจบของประวัติศาสตร์โฮโม เซเปี้ยนส์ไว้ได้เลย

สำหรับประวัติศาสตร์ของการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ คงสรุปได้ด้วยประโยคสั้นๆ ว่า “ปัญหายืนยาว ชีวิตสั้น” เพราะต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยปีกว่าที่โลกจะปกติได้อีกครั้ง … สมมติว่าหากจะกลับมาปกติได้

อ้างอิง
1. Wikipedia. “History of climate change science”. https://en.wikipedia.org/wiki/History_of_climate_change_science Retrieved 10/05/2019
2. Fleming, James R. (2007). The Callendar Effect. The Life and Work of Guy Stewart Callendar (1898–1964), the Scientist Who Established the Carbon Dioxide Theory of Climate Change. Boston, MA: American Meteorological Society.
3. Conservation Foundation, The (1963). Implications of Rising Carbon Dioxide Content of the Atmosphere. New York: The Conservation Foundation.
4. Mercer, J.H. (1968). “Antarctic Ice and Sangamon Sea Level.” In International Association of Scientific Hydrology, Commission of Snow and Ice, General Assembly of Bern, Publ. No. 79 pp. 217-25. Bern.
5. Spencer Weart (2003). “The Carbon Dioxide Greenhouse Effect”. The Discovery of Global Warming.
6. IPCC (1990). AR1: Scientific Assessment of Climate Change.
7. IPCC (1995). AR1: Scientific Assessment of Climate Change.
8. Grubb, M. (2004). “Kyoto and the Future of International Climate Change Responses: From Here to Where?” (PDF). International Review for Environmental Strategies. 5 (1): 2 (PDF version). Archived from the original (PDF) on 11 January 2012.