เมื่อทรัพยากรน้ำนั้นมีจำกัด และอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต โดยเฉพาะกับสังคมเมืองที่มีการขยายตัว ซึ่งส่งผลให้ความต้องการน้ำเพิ่มมากขึ้น ขณะที่น้ำเป็นทรัพยากรหล่อเลี้ยงทุกสิ่ง นอกจากภาคเกษตรที่ต้องการมากที่สุดแล้ว น้ำยังเป็นที่ต้องการของทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคครัวเรือน

นั่นอาจคาดเดาได้ไม่ยากว่าสถานการณ์น้ำของประเทศไทย จะเกิดความผันผวนและมีแนวโน้มเสี่ยงต่อการขาดแคลนในอนาคต

อย่างไรก็ตามหากพูดถึงเรื่อง “น้ำ” ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองมักมองว่าแหล่งน้ำของตนแหล่งเดียวที่มีอยู่คือ “น้ำประปา” ที่ไม่ว่าเปิดก๊อกมาเมื่อไรก็เจอ จนอาจคิดไปว่าประเทศนี้มีน้ำมากมายให้สามารถใช้ได้ไม่หมด บดบังความจริงที่ว่าภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศขณะนี้ ทำให้ฤดูกาลต่างๆ คลาดเคลื่อน ฝนฟ้าก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล แล้วจะมีน้ำจากที่ใดมาให้เรากักเก็บเพื่อใช้ดื่มกิน

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนประชากรราว 66 ล้านคน เฉพาะในกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 8 ล้านคน และเมืองได้ขยายไปยังพื้นที่รอบนอกเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาถึงความต้องการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ที่เพิ่มมากขึ้น และยังไม่รวมประชากรแฝง เป็นคำถามว่าการบริหารจัดการที่มีอยู่เพียงพอแล้วหรือยัง

โจทย์ดังกล่าวเป็นที่มาของโครงการวิจัยเรื่อง “แนวโน้มประชากรและความต้องการน้ำประปาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

โครงการวิจัยนี้พบว่า ด้วยพื้นที่เมืองที่มีจำกัดและราคาที่ดินที่ค่อนข้างสูง ทำให้รูปแบบของที่พักอาศัยเปลี่ยนไปจากบ้านเป็นหลัง กลายเป็นคอนโดมิเนียหรืออาคารสูง บางแห่งสูง 10 ชั้น บางแห่งสูง 40-50 ชั้น ทำให้การใช้น้ำประปาเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนห้องหรือยูนิต แต่พบว่าแนวทางในการคำนวณค่าน้ำประปาที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเป็นการคำนวณด้วยอัตราคงที่ โดยใช้ข้อมูลจากทะเบียนราษฏร์เป็นฐานข้อมูลหลักในการดำเนินการ

“สาเหตุที่เลือกทำงานวิจัยนี้ เพราะอยากรู้ว่าปริมาณความต้องการใช้น้ำครัวเรือนและที่พักอาศัยในเขตพื้นที่ กทม.และปริมณฑลนั้นมีเท่าไร แนวทางในการคำนวณความต้องการน้ำและวิธีคิดค่าน้ำประปาเป็นอย่างไร เพื่อประเมินความต้องการใช้น้ำที่น่าจะเกิดขึ้นจริงในอนาคต โดยเริ่มจากการศึกษาสูตรการประเมินความต้องการน้ำจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ใช้อยู่ ว่ามีการดำเนินการอย่างไรและนำปัจจัยอะไรมาเป็นตัวกำหนดความต้องการน้ำ และมีความแตกต่างจากของประเทศไทยอย่างไร” ผศ.ดร.ธีรนงค์ สกุลศรี จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะนักวิจัยโครงการฯ ระบุ

ภายหลังที่ได้มีการศึกษาหาปัจจัยต่างๆ พร้อมด้วยชุดข้อมูลที่นำมาใช้ในการคำนวณ จนได้ออกมาเป็น “สูตรคำนวณปริมาณความต้องการน้ำประปา” ที่ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับตัวแปรอื่นๆ เพื่อเป็นปัจจัยกำหนดความต้องการน้ำในอนาคต ประกอบด้วย 1.จำนวนประชากร 2.ขนาดครัวเรือน 3.รายได้ครัวเรือน 4.ราคาค่าน้ำ และ 5.ปริมาณน้ำฝน แตกต่างจากการวิเคราะห์ตามแนวทางเดิมที่ใช้ข้อมูลประชากรจากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ร่วมกับปริมาณการใช้น้ำในอดีต

จากการนำสูตรคำนวณค่าน้ำประปาที่ปรับใหม่นี้ มาทดสอบร่วมกับปริมาณจำหน่ายน้ำที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2561 ของการประปานครหลวง (กปน.) เบื้องต้นพบว่ามีค่าต่างกันไม่มากนัก จากปริมาณน้ำจำหน่ายทั้งหมดของปี 2561 อยู่ที่ 670 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่สูตรใหม่คำนวณได้ 674 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งคณะผู้วิจัยจะได้ร่วมหารือกับ กปน. เพื่อพัฒนาเป็นสูตรที่ใช้ในการคำนวณต่อไป

ผศ.ดร.ธีรนงค์ สกุลศรี

นอกจากนี้ จากการใช้สูตรคำนวณใหม่มาวิเคราะห์เพื่อทำนายความต้องการน้ำในช่วงปี 2561-2581 หรือในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า ว่าคน กทม.และปริมณฑล มีปริมาณความต้องการใช้น้ำในจำนวนเท่าไร โดยรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างภาพจำลองใน 3 ระดับ คือ ระดับสูง (High-bound scenario) ปานกลาง (Moderate-bound scenario) และต่ำ (Low-bound scenario)

ผลการวิเคราะห์ภาพจำลองการคาดการณ์ระดับปานกลาง ได้พยากรณ์ว่าปริมาณความต้องการใช้น้ำในครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 674 ล้าน ลบ.ม.ในปี 2561 เป็น 692 ล้าน ลบ.ม.ในปี 2563 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 723 ล้าน ลบ.ม.ในปี 2568, 742 ล้าน ลบ.ม.ในปี 2573 และสูงถึง 754 ล้าน ลบ.ม.ในปี 2581 หรือเพิ่มสูงขึ้น 11.9% เมื่อเทียบกับปี 2561

สำหรับภาพจำลองการคาดการณ์ระดับสูง คาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 14.9% ในขณะที่ภาพจำลองการคาดการณ์ระดับต่ำ พยากรณ์ว่าความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8.6%

ผศ.ดร.ธีรนงค์ ระบุว่า ผลวิจัยนี้จะเป็นหนึ่งในความพยายามที่ทำให้เราได้รู้ถึงปริมาณความต้องการใช้น้ำในอีก 20 ปีข้างหน้า หรือใกล้เคียงกับความต้องการใช้จริงมากที่สุด เพื่อนำไปใช้วางแผนการบริหารจัดการน้ำในอนาคตต่อไปให้สามารถมีน้ำใช้ได้อย่างยืนยาว เนื่องจากปัจจุบันเรามักใช้น้ำโดยไม่ค่อยคิดว่าขณะนี้น้ำในประเทศมีเพียงพอหรือไม่ และไม่รู้ว่าต้นทุนน้ำที่เกิดจากการผลิตน้ำประปาแต่ละครั้งนั้นมีมูลค่าสูงกว่าค่าน้ำที่เราใช้ในปัจจุบันอย่างไร

“ที่ผ่านมาเราคุ้นชินว่าบ้านเรามีน้ำมาก และคุ้นเคยกับการใช้น้ำที่มีราคาถูกมาตลอด จะเห็นว่าค่าน้ำประปาไม่มีการเปลี่ยนแปลงมานานหลายสิบปี จนอาจมองว่าน้ำไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ในต่างประเทศจะเห็นว่าค่าน้ำหรือน้ำดื่มมีราคาแพงกว่าบ้านเรามาก ทำให้เขาใช้น้ำอย่างเห็นคุณค่า จึงหวังว่าสิ่งที่ได้จากการวิจัยนี้อาจบอกได้ว่าต่อไปแนวทางการอนุรักษ์ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น รวมถึงอาจจะต้องพิจารณาถึงกลไกด้านราคาที่เหมาะสมกับการใช้จริง เพื่อช่วยให้คนไทยหันมาตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องน้ำมากยิ่งขึ้น” นักวิจัยรายนี้ทิ้งท้าย

- Advertisement -