สำหรับประเทศเขตร้อน ข่าวการแตกตัวของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ขั้วโลกดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว แม้แต่คนในเขตหนาวยังอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเมื่อเปลี่ยนฤดู แผ่นน้ำแข็งจะแตกออกทุกปี

สิ่งที่พวกเขาไม่ตระหนักก็คือ แผ่นน้ำแข็งยักษ์ไม่ได้แตกตามฤดูกาลอีกต่อไป และที่สำคัญการแตกของแผ่นน้ำแข็งตามปกติจะไม่มีขนาดใหญ่โตเท่ากับรัฐๆ หนึ่งอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า น้ำแข็งในแถบขั้วโลกมีชื่อเรียกต่างๆ กัน โดยหลักคือ พืดน้ำแข็ง (Ice sheet) และหิ้งน้ำแข็ง (Ice shelf)

Ice sheet หรือ พืดน้ำแข็ง เป็นมวลของธารน้ำแข็งที่ปกคลุมภูมิประเทศโดยรอบและมีขนาดมากกว่า 50,000 ตารางกิโลเมตร สามารถพบได้เพียงในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา [1]

Ice shelf หรือ หิ้งน้ำแข็ง เป็นแผ่นน้ำแข็งมีความหนา ลอยตัวเหนือมหาสมุทร ซึ่งก่อตัวเป็นธารน้ำแข็งหรือพืดน้ำแข็งที่ไหลลงสู่ชายฝั่งและบนพื้นผิวมหาสมุทร พบได้ในทวีปแอนตาร์กติกา, กรีนแลนด์, แคนาดา และรัสเซียอาร์กติกเท่านั้น [2]

นอกจากนี้ ยังมีศัพท์เทคนิคที่ใช้เรียกน้ำแข็งอีกจำนวนหนึ่ง แต่ปรากฎการณ์อันตรายที่น่าจับตา กำลังเกิดขึ้นกับพืดน้ำแข็งและหิ้งน้ำแข็งเป็นหลัก และการแตกตัวแต่ละครั้งมักถูกนำไปเทียบกับขนาดของรัฐต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา

ย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม 2017 ภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดลูกหนึ่งหลุดออกมาจากหิ้งน้ำแข็ง Larsen C มีขนาดถึง 2,200 ตารางไมล์ หรือมีขนาดเกือบสองเท่าของพื้นที่รัฐเดลาแวร์สหรัฐอเมริกา [3]


หิ้งน้ำแข็ง Larsen C ปี ค.ศ.2016

ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์กำลังจับตารอยแตกของหิ้งน้ำแข็ง Brunt ในทวีปแอนตาร์กติกา ซึ่งถูกพบครั้งแรกในเดือนตุลาคมปี 2016 โดยองค์การนาซ่า เป็นภูเขาน้ำแข็งขนาดประมาณสองเท่าของมหานครนิวยอร์ก หรือ 660 ตารางไมล์ [4]

ปรากฎการณ์การแตกของหิ้งน้ำแข็ง เรียกว่า calving (การแบ่งตัว) หากเกิดขึ้นในยุคสมัยอื่น ถือเป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติ แต่ที่มันไม่ปกติก็คือ มันกำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนมีอิทธิพลต่อภูมิศาสตร์โลก และปรากฎการณ์ calving เริ่มจะไม่เป็นธรรมชาติ เพราะจากการศึกษาพบว่าการละลายของแผ่นน้ำแข็งเร็วขึ้นถึง 3 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น [4]

สำหรับประเทศเขตร้อนที่คิดว่าข่าวการแตกตัวของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ขั้วโลกดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว อาจจะต้องคิดใหม่ โดยเฉพาะประชาชนในประเทศเขตร้อนอย่างกรุงเทพฯ จาการ์ตา ไซ่ง่อน มะนิลา มุมไม ซึ่งเป็นมหานครที่ตั้งอยู่ริมทะเล และเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง อีกทั้งยังมีผู้คนอาศัยอยู่เกือบสิบล้านหรือกว่าสิบล้าน และล่าสุดคือ อินโดนีเซียต้องย้ายเมืองหลวงหนีออกจากจาการ์ตาแล้ว

การแบ่งตัวของ Ice shelf หรือ หิ้งน้ำแข็งอาจเกิดขึ้นช้าจนหน่ายที่จะลุ้นตาม เพราะมีขนาดใหญ่และต้องรอนานหลายปี แต่ยังมีอีกความน่ากังวลที่เกิดขึ้นถี่กว่าคือการแตกตัวของ Ice sheet หรือ พืดน้ำแข็งที่เกิดขึ้นถี่กว่า

ล่าสุดคือ ทีมสำรวจอาร์กติกรัสเซีย ต้องอพยพหนีด่วนออกจากฐานวิจัยขั้วโลกเหนือ หลังพบผืนน้ำแข็งแตกออกอย่างรวดเร็วเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2019 โดยนักวิจัยจากสถาบัน Hydrometeorological ของรัสเซีย หรือ Roshydromet ต้องทำการอพยพออกจากสถานีวิจัยที่ตั้งอยู่ในแถบอาร์กติก เนื่องจากพบว่าบนพื้นผิวน้ำแข็งขั้วโลกที่พวกเขากำลังทำงานวิจัยอยู่นั้นเริ่มแตกออกจากแผ่นน้ำแข็งหลักแล้ว ต้องรีบเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดและอพยพออกจากฐานภายในเวลา 3 ชั่วโมง [5]

รายงานข่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกได้เป็นอย่างดี เพราะแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ที่คุ้นเคยกับน้ำแข็งก็เริ่มคาดเดาสถานะของมันได้ยาก

แอนตาร์กติกาสูญเสียปริมาณน้ำแข็งถึง 3 ล้านล้านตันตั้งแต่ปี 1992 อัตราการสูญเสียน้ำแข็งเพิ่มขึ้นสามเท่าตั้งแต่ปี 1992 และที่จริงแล้ว นับตั้งแต่ปี 1979 อัตราการสูญเสียน้ำแข็งได้เพิ่มขึ้นถึงหกเท่า จากประมาณ 40 พันล้านตันต่อปีในทศวรรษ 1980 มาอยู่ที่ 250 ล้านตันต่อปีในขณะนี้ [6]

แต่ในยังไม่จบลงแค่นี้ เพราะนักวิทยาศาสตร์หวั่นเกรงกันว่าภายในปี 2100 อัตราการสูญเสียน้ำแข็งอาจเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าเมื่อเทียบกับอัตราในเวลานี้ [6]

ด้วยหลักวิทยาศาสตร์แบบง่ายๆ เราอาจเข้าใจได้ไม่ยากว่า เมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อเมืองชายฝั่งทั่วโลก รวมถึงประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ไม่เว้นแม้แต่ มัลดีฟ แดนสวรรค์ที่นักท่องเที่ยวไทยนิยมเดินทางไป และในอนาคตมันอาจจะส่งผลกระทบมาถึงแหล่งท่องเที่ยวในไทย ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ

แต่ผลกระทบจากการละลายของพืดน้ำแข็งและหิ้งน้ำแข็งมีอะไรซับซ้อนกว่านั้น

นักวิทยาศาสตร์เผยผ่านวารสาร Nature ว่าการละลายของแผ่นน้ำแข็ง อาจมีผลกระทบมากกว่าการเพิ่มระดับน้ำทะเลทั่วโลก เพราะยังอาจเปลี่ยนการไหลเวียนของมหาสมุทร และปรับเปลี่ยนรูปแบบอุณหภูมิทั่วโลก หรือแม้แต่ทำให้เกิดอากาศสุดขั้วไปทั่วโลก [7]

แต่มันยังไม่จบเท่านั้น

ในอีก 100 ปีข้างหน้า พืดน้ำแข็งจะส่งผลกระทบต่อแรงโน้มถ่วงของเปลือกโลก ไปจนถึงการหมุนของโลก เนื่องจากพืดน้ำแข็งมีมวลจำนวนมากและมีแรงดึงโน้มถ่วงปริมาณมหาศาลต่อผืนน้ำรอบๆ ซึ่งหมายความว่าระดับน้ำทะเลใกล้กับพืดน้ำแข็งนั้นจะสูงกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับระดับน้ำที่อื่นๆ [8]

เมื่อแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกละลาย แรงโน้มถ่วงจะลดลง ทำให้ระดับน้ำทะเลรอบแผ่นน้ำแข็งลดลง น้ำที่เคยเอ่อท้นรอบๆ น้ำแข็งจะไหลไปยังจุดอื่นๆ ของโลก ทำให้น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น เมื่อน้ำแข็งละลายและน้ำเข้าสู่มหาสมุทร มวลของโลกก็จะเคลื่อนตัว และรูปทรงของโลกก็จะเปลี่ยนไป ทั้งหมดนี้จะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงการหมุนของแกนโลก และในเวลาเดียวก็ยังจะส่งผลต่อระดับน้ำทะเลด้วยอีกต่อหนึ่ง เรียกได้ว่า น้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นทั้งขึ้นทั้งล่อง พร้อมๆ กับโลกเปลี่ยนวิถีการหมุนรอบตัว [8]

ความถี่ของของข่าวการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกในเวลานี้ แทนที่จะทำให้เรารู้สึกกังวล กลับจะทำให้รู้สึกชินชาเสียมากกว่า จนกว่าที่ผลกระทบของปัญหานี้จะลุกลามมาถึงหน้าบ้านของเรา

จะเรียกว่าไฟลนก้นก็คงไม่ได้ ต้องเรียกว่าน้ำแข็งลนก้น ซึ่งไม่ได้ทำให้เย็นฉ่ำ แต่เจ็บปวดทรมานพอๆ กับถูกไฟเผา

- Advertisement -