นับตั้งแต่ก่อนได้รับเลือกมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงจุดยืนชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการให้สหรัฐรับรองสัตยาบันความตกลงปารีสเพื่อแก้ปัญหาความแปรปรวนของสภาพอากาศโลก และยังกล่าวหาว่าปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องโกหก ซึ่งเป็นเรื่องไม่เหนือความคาดหมายนัก เพราะที่ผ่านมาทรัมป์มักจะโจมตีสื่อที่รายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็น Fake News หรือพวกแพร่ข่าวปลอม

แต่ปัญหาโลกร้อนไม่ใช่เรื่องที่ Fake กันง่ายๆ และทรัมป์ไม่ใช่คนโง่ เพียงแต่เขามีวาระซ่อนเร้นในทางเศรษฐกิจ เพราะมีสัญญาที่จะกระตุ้นเขตแถบสนิม (Rust belt) ของสหรัฐ ที่เคยเฟื่องฟูด้วยอุตสาหกรรมหนักให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง หลังจากที่ตกต่ำจนถูกเรียกว่าเป็นเขตสนิมเกาะ แต่การฟื้นฟูอุตสาหกรรมจะต้องทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ดังนั้น การลงนามให้สัตยาบันใดๆ ที่เกี่ยวกับการควบคุมมลภาวะจึงเป็นสิ่งที่ทรัมป์พยายามหลีกเลี่ยง เพราะเท่ากับบ่อนทำลายฐานเสียงของเขา

ตรงกันข้ามกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงแห่งประเทศจีน ที่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แสดงจุดยืนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า จีนจะต้องไม่ยอมทำลายสิ่งแวดล้อมโดยแลกกับความเจริญทางเศรษฐกิจ เรื่องนี้เป็นที่น่าสนใจมาก เพราะจีนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ และยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลกรองจากสหรัฐ

ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า หากจีนปล่อยก๊าซมลพิษน้อยลงก็อาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลง แน่นอนว่า เรื่องนี้ต้องกระทบต่อปากท้องของคนในประเทศ แต่ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2019 สีจิ้นผิง กลับเร่งแสดงวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างถี่ยิบ นัยหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการที่จีนประกาศจุดยืนเป็นผู้นำการผลักดันความตกลงปารีสแทนสหรัฐ อีกนัยหนึ่งเป็นการช่วงชิงโอกาสในการนำของจีนโดยไม่ต้องสูญเสียอะไรมากนัก เพราะจีนต้องการชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว เพื่อประคองไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่ และภาวะตกกระทบรุนแรงหากเกิดวิกฤตที่ไม่คาดฝัน

ต่อไปนี้จะเป็นการเปรียบเทียบจุดยืนของผู้นำมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดด้านเศรษฐกิจและสร้างมลภาวะมากที่สุด

ทรัมป์

“แนวคิดของภาวะโลกร้อนถูกสร้างขึ้นมาโดยชาวจีน สำหรับชาวจีน เพื่อทำให้ภาคการผลิตในสหรัฐอเมริกาไม่สามารถแข่งขันได้” (Twitter/@realDonaldTrump, Nov 7, 2012)

“พายุน้ำแข็งพัดจากเท็กซัสไปยังรัฐเทนเนสซี ผมอยู่ในลอสแองเจลิสและกำลังหนาวจัด เรื่องภาวะโลกร้อนทุกอย่างเป็นเรื่องโกหากที่มีราคาแพงมาก” (Twitter/@realDonaldTrump, Dec 6, 2013)

“เรื่องโกหกระดับโลกที่มีราคาแพงต้องหยุดเสียที โลกของเราเย็นจัด อุณหภูมิต่ำสุดเป็นประวัติการณ์และนักวิทยาศาสตร์ โลกร้อนของเราติดแหง็กอยู่ในน้ำแข็ง” (Twitter/@realDonaldTrump, Jan 2, 2014)

“ในภาคตะวันออกอาจเป็นวันส่งท้ายปีเก่าที่สุดของเย็นยะเยือกที่สุด บางทีเราอาจใช้ภาวะโลกร้อนมาทำให้ประเทศเราอุ่นขึ้นสักนิด  แต่ไม่ใช่ประเทศอื่นๆ จะต้องจ่ายเงินเป็นล้านล้านดอลลาร์เพื่อป้องกันมัน ห่มผ้าซะ!” (Twitter/@realDonaldTrump, Dec 29, 2017)

“มวลอากาศหนาวรุนแรงและเหี้ยมโหดทำลายสถิติไปหมดแล้ว – เกิดอะไรขึ้นกับภาวะโลกร้อนกันนี่?” (Twitter/@realDonaldTrump, Nov 22, 2018)

“ผมอยากได้อากาศที่สะอาดและน้ำสะอาด และที่ผ่านมามีความก้าวหน้าอย่างมากในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของอเมริกา แต่ผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน – และคนงานชาวอเมริกัน – ไม่ควรจ่ายค่าทำความสะอาดมลภาวะของประเทศอื่น” (Twitter/@realDonaldTrump, Dec 5, 2018)

“เป็นวันและคืนที่น่าเศร้าในปารีส อาจถึงเวลาที่จะยุติความตกลงปารีสที่ไร้สาระและมีราคาแพงมากนี่เสียที และควรคืนเงินให้กับประชาชนในรูปของการลดภาษีให้ต่ำลงหรือไม่? สหรัฐเป็นประเทศที่อยู่เหนือขีดจำกัดและเป็นประเทศใหญ่เพียงประเทศเดียวที่ปล่อยมลพิษลดลงเมื่อปีที่แล้ว!” (Twitter/@realDonaldTrump, Dec 9, 2018)

“ถึง Patrick Moore ผู้ร่วมก่อตั้งกรีนพีซ: “ วิกฤตการณ์สภาพอากาศทั้งหมดไม่เพียงแต่เป็นข่าวปลอมเท่านั้น แต่เป็นวิทยาศาสตร์ปลอมด้วย ไม่มีวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มีแต่สภาพอุณหภูมิ และสภาพอากาศทั่วโลก และในความเป็นจริงคาร์บอนไดออกไซด์เป็นกระดูกสันหลังทุกชีวิต” @foxandfriends ว้าว!” (Twitter/@realDonaldTrump, Mar 12, 2019)

สีจิ้นผิง

“เราควรจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการป้องกันสภาพแวดล้อมระบบนิเวศอย่างถูกต้อง การปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างมั่นคง ก็คือการปกป้องการผลิต การปรับปรุงสภาพแวดล้อมระบบนิเวศ ก็คือแนวคิดการพัฒนาผลิตที่ จะต้องส่งเสริมการพัฒนาสุขภาพอย่างจริงจัง รวมถึงวงจรการพัฒนา การพัฒนาคาร์บอนต่ำ และจะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อแลกกับการเติบโตทางเศรษฐกิจชั่วคราว” [1]

“เราอยากได้น้ำสีเขียวและเนินเขาสีเขียวมากกว่าที่จะมีภูเขาทองคำและภูเขาเงิน และน้ำสีเขียวและภูเขาสีเขียวเป็นเสมือนภูเขาทองคำและภูเขาเงิน” [1]

“หากมนุษยชาติเอาชนะธรรมชาติด้วยวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์ ธรรมชาติจะแก้แค้นมนุษยชาติ” [2]

“อย่าคิดริเริ่มโครงการที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการเจริญเติบโต หรือมีความพยายามใดๆ ที่จะละเมิดเส้นสีแดงของการปกป้องระบบนิเวศ แม้ว่าเราจะเผชิญกับความยากลำบากในการพัฒนาเศรษฐกิจก็ตาม ขณะที่เศรษฐกิจจีนเริ่มจะก้าวจากจากการเติบโตด้วยความเร็วสูง การป้องกันมลพิษและการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมเป็นมาตรการสำคัญที่จะต้องทำให้สำเร็จ…เราต้องกัดฟันปีนข้ามหน้าผาที่ลาดชันนี้และก้าวข้ามสันเขานี้” [3]

“การสร้างอารยธรรมนิเวศวิทยาเป็นแผนอันยิ่งใหญ่สำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศจีน” และ “การก้าวไปสู่ยุคใหม่ของอารยธรรมนิเวศวิทยาและการสร้างประเทศจีนที่สวยงามเป็นส่วนสำคัญของการตระหนักถึงความฝันของจีนในการฟื้นฟูครั้งใหญ่ของประเทศจีน” [3]

“สร้างความกลมเกลียวระหว่างมนุษยชาติและธรรมชาติ”  และ “สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานและการใช้ชีวิตที่ดีสำหรับประชาชนของเรา และให้เรามีบทบาทในการสร้างความมั่นคงของระบบนิเวศทั่วโลก” [4]

“รูปแบบการพัฒนา ‘ฆ่าแม่ไก่เพื่อไข่ไก่’ และ ‘สูบทะเลสาบเพื่อจับปลา’ ไม่ใช่สิ่งสมหวังอีกต่อไปแล้ว”  และ “เราควรสรรสร้างความเจริญมั่งคั่งบนพื้นฐานของการพัฒนาสีเขียว เพราะผืนน้ำใสบริสุทธิ์และเทือกเขาเขียวขจีเป็นทรัพย์สมบัติอันมิอาจประเมินค่าได้ และการพัฒนาสิ่งแวดล้อมก็ช่วยเพิ่มผลผลิตยิ่งขึ้น” [5]

————–

จะเห็นได้ว่า ทรัมป์ใช้เวลาไปกับการทวีตข้อความโจมตีคำเตือนเรื่องภาวะโลกร้อนมาตั้งแต่ก่อนจะลงสมัครเป็นผู้นำประเทศ และหลังจากดำรงตำแหน่งแล้วเขาก็ยังไม่สลัดท่าทีนี้ทิ้งไป ทั้งๆ ที่มีโอกาสได้อ่านรายงานวิกฤตสภาพอากาศโลกที่จัดทำขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลสหรัฐเอง เขาก็ยังปฏิเสธไม่รับรู้ถึงปัญหา และยังทวีตข้อความต่อต้านการแก้ปัญหาโลกร้อนมาจนถึงปีนี้

ตรงกันข้ามกับสีจิ้นผิงที่กำหนดปัญหานี้เป็นวาระแห่งชาติ เร่งแก้ปัญหาดังกล่าวในประเทศตัวเอง เพื่อที่จีนจะช่วยแบ่งเบาภาระของโลก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสีจิ้นผิงยิ่งเร่งรัดตัวเองและผู้ร่วมปฏิบัติงานให้เอาใจใส่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน แทนที่จะเร่งทำให้จีนเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจบนความสูญเสียของระบบนิเวศ

ขณะที่ทรัมป์ก็ยังคงรักษาแนวคิดแบบเดิมเอาไว้อย่างมั่นคง นั่นคือการมองว่าทฤษฎีภาวะโลกร้อนถูกจีนสร้างขึ้นมา เพื่อบ่อนทำลายภาคการผลิตในสหรัฐให้พ่ายแพ้ต่อจีน ดังนั้นเขาจึงไม่แยแสความตกลงปารีส และเร่งฟื้นเศรษฐกิจบนความวอดวายของสิ่งแวดล้อม

- Advertisement -