ไทยเตรียมสำรวจ-จัดทำบัญชี ‘ถ้ำ’ ทั่วประเทศ ตั้งคณะกก.ระดับชาติ-หลังรับบทเรียนทีมหมูป่า

ทส.เปิดประชุมคณะกรรมการถ้ำแห่งชาติครั้งแรก เตรียมสำรวจ-ทำบัญชีถ้ำทั่วประเทศ กำหนดมาตรการ-แนวทางจัดการ เหตุขาดความรู้ความเข้าใจหลังบทเรียนกรณีทีมหมูป่า

กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการถ้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2562 ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2562 โดยมี รมว.ทส.เป็นประธาน พร้อมคณะที่ปรึกษาและคณะกรรมการ รวม 26 คน

ในส่วนของกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ประกอบด้วย การกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ แนวทางการใช้ประโยชน์ การบริหารจัดการถ้ำ การศึกษา สำรวจ วิจัย จัดทำข้อมูลและประเมินศักยภาพถ้ำเพื่อการพัฒนาและใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ รวมไปถึงการกำหนดกรอบนโยบาย โรดแมป ค่าเป้าหมายในระยะต่างๆ

สำหรับข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณี เมื่อปี 2561 ระบุว่าประเทศไทยมีถ้ำไม่น้อยกว่า 5,000 แห่ง โดยเป็นถ้ำที่สามารถระบุตำแหน่งได้ประมาณ 3,080 แห่ง อยู่ในภาคเหนือมากที่สุด 1,399 แห่ง ขณะเดียวกันมีเหตุการณ์คนหลงทางในถ้ำจำนวน 2 ครั้ง คือ เหตุการณ์ที่ถ้ำพระวังแดง จ.พิษณุโลก และเหตุการณ์ 13 ชีวิตทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี ที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน

ทั้งนี้ ถ้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญเพื่อการท่องเที่ยว และศึกษาวิจัย แต่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการบริหารจัดการถ้ำ และไม่มีองค์กรใดรับผิดชอบในภาพรวม นอกจากนี้ยังไม่มีมาตรฐานการบริหารจัดการถ้ำอย่างบูรณาการ ทำให้ถ้ำจำนวนมากได้รับความเสียหายเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งการขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับถ้ำทำให้เกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยว

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ประเทศไทยเพิ่งมีการตั้งคณะกรรมการด้านถ้ำในระดับชาติขึ้นเป็นครั้งแรก โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือองค์ความรู้เกี่ยวกับถ้ำได้ถูกเปิดขึ้นมาในช่วงวิกฤตช่วยชีวิตทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมีที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จนโลกให้ความสนใจและอยากเข้ามาสัมผัสและมีส่วนร่วม ทำให้ความน่าสนใจเรื่องการจัดการถ้ำมีสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน

อย่างไรก็ตามในการทำเรื่องของการท่องเที่ยวที่เกี่ยวกับถ้ำ สิ่งสำคัญคือความปลอดภัยและความรู้พื้นฐาน ซึ่งกติกาอันดับแรกคือนักท่องเที่ยวจะต้องมีความเคารพก่อน โดยเคารพตั้งแต่องค์ความรู้ การปฏิบัติตัว ไปจนถึงองค์ความเชื่อต่างๆ ถัดมาคือต้องช่วยกันรักษาสภาพถ้ำเอาไว้ และสุดท้ายคือไม่ว่าอย่างไร ในการเข้าไปท่องเที่ยวจะต้องมีผู้นำทางที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ

“จะมีการใช้อำนาจตามกฎหมายเรื่องมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ที่สามารถประกาศให้ผู้ทำหน้าที่ไกด์ในแต่ละพื้นที่ต้องเป็นใคนในท้องถิ่นเท่านั้น นอกจากจะมีความปลอดภัยกว่า มีความรู้มากกว่า แล้วยังกระจายโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ ซึ่งรายได้ก็จะถูกนำไปใช้พัฒนาท้องถิ่นนั้น ทำให้ชุมชนที่อยู่ในละแวกรู้สึกว่าถ้ำไม่ใช่แค่สมบัติที่คนอื่นมาชม แต่เป็นสมบัติที่เขาเองก็อยากรักษา” นายวีระศักดิ์ กล่าว

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันในการเที่ยวถ้ำที่ต้องอาศัยความพยายาม การใช้พละกำลัง ก็จะมีส่วนช่วยให้ผู้เข้ามาท่องเที่ยวเกิดความภาคภูมิใจ ความคิดสำนึกใหม่เรื่องความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ กลายเป็นวัฒนธรรมการท่องเที่ยวแบบใหม่ ซึ่งจะทำให้ถ้ำเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการบริหารจัดการเรื่องการท่องเที่ยว และวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย

นายสมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า ถ้ำนั้นมีศาสตร์ที่เกี่ยวข้องหลายด้านในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นธรณีวิทยา อุทกธรณีวิทยา ภูมิศาสตร์ ไปจนถึงเรื่องของโบราณคดี ศิลปวัฒนธรรม ชีววิทยา เนื่องจากถ้ำนั้นยังมีระบบนิเวศหลากหลายที่เกี่ยวข้องกัน และไม่ใช่แค่เฉพาะด้านในถ้ำ แต่ยังเกี่ยวเนื่องไปยังรอบนอกตั้งแต่บนภูเขาไปจนถึงใต้ดิน

นายสมหมาย กล่าวว่า ในส่วนของคณะกรรมการฯ ได้มีการตั้งกลไกการขับเคลื่อนด้วยอนุกรรมการ 2 ชุด คือด้านนโยบาย ที่ดูแลเรื่องนโยบายภาพรวม มาตรการต่างๆ ของแต่ละถ้ำ และด้านวิชาการ ที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทุกสาขา เข้ามาร่วมกันศึกษาระบบนิเวศต่างๆ และข้อมูลเชิงวิชาการเพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบาย

นายชัยพร ศิริพรไพบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านถ้ำ กล่าวว่า เดิมในอดีตประเทศไทยเคยมีคณะกรรมการทรัพยากรถ้ำชุดเล็กๆ อยู่ภายใต้กรมป่าไม้ แต่ทำงานได้ไม่มากนักก็มีการหยุดไปและไม่มีการทำต่ออีก ทำให้ที่ผ่านมามีการสำรวจถ้ำเชิงวิทยาศาสตร์โดยคนไทยน้อยมาก ขณะที่ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ จึงเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยได้เริ่มต้นอย่างจริงจังในที่สุด

“หลักการที่พูดเสมอคือถ้ำไม่ใช่แค่รู้ในภูเขา มันมีประโยชน์มากมายหลายศาสตร์ และนอกจากถ้ำหินปูนที่มีอยู่มากมายแล้ว ไทยยังมีทีเด็ดคือถ้ำหินทรายที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ในภาคอีสาน ซึ่งถ้ำเหล่านี้เป็นถ้ำที่ส่งน้ำไปบริเวณริมโขง ทำให้เกิดถ้ำโบราณคดีบริเวณโขงเจียม ก่อกำเนิดวัฒนธรรมสมัยโบราณหลายพันปี เหล่านี้คือข้อมูลที่น้อยคนนักจะทราบ” นายชัยพร กล่าว

นายชัยพร กล่าวว่า สิ่งที่จะต้องมีการทำคือการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลถ้ำทั่วประเทศ เพื่อดูลิสต์รายการทั้งหมดว่าถ้ำแห่งใดบ้างที่มีลักษณะอันตราย หรือเป็นถ้ำที่มีความบอบบาง เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการเข้าไปจัดการ เนื่องจากปัจจุบันมีการเปิดถ้ำเพื่อการท่องเที่ยวมากมาย ทำให้สิ่งบอบบางในถ้ำ เช่น หินงอก หินย้อย ถูกทำลายทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจไปมาก

ด้าน พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส. กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการฯ จะมีการจัดทำแผนบริหารจัดการถ้ำระยะ 20 ปี สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยแบ่งออกเป็นสามระยะ คือ แผนระยะสั้น 4 ปี ระยะกลาง 10 และระยะยาว 20 ปี ไปจนถึงปี 2580 ซึ่งภารกิจหลักจากนี้คือจะต้องมีการทำบัญชีพื้นที่ถ้ำทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ

- Advertisement -