ด้วยมนุษย์คือผู้ทำลายล้างโลก จึงมีวันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day โดยปีนี้มีการรณรงค์ภายใต้ธีม Protect Our Species เพื่อย้ำเตือนว่าโลกกำลังเผชิญกับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุด อันเป็นผลมาจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น กิจกรรมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การตัดไม้ทำลายป่า การขยายที่อยู่อาศัย การทำลายระบบนิเวศ ฯลฯ

ไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่ต้องทนร้อนจนแทบบ้า แต่ความร้อนที่แสนสาหัส ความแห้งแล้งที่ยาวนาน และสภาพอากาศที่ผันผวนเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด กำลังทำให้สปีชีส์ต่างๆ ล้มหายตายจากไปทีละรายสองราย หรือไม่ก็ต้องปรับตัวกันอย่างขนานใหญ่

นักวิทยาศาสตร์ขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ได้ประมาณการว่าสปีชีส์ส่วนใหญ่บนโลกนี้ (รวมถึงพืช) จะต้อง “เคลื่อนย้าย” ให้ไกลขึ้นกว่า 1,000 เมตรต่อปี เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ในเขตภูมิอากาศที่พวกมันสามารถเอาชีวิตรอดได้ เช่น สัตว์เขตหนาวจะต้องขยับตัวเองหนีสภาพอากาศร้อนจัดในเขตอพยพเดิมร่นเข้ามาในเขตที่เคยหนาวจัดมาก่อนในอดีต หรือสัตว์ที่เคยอยู่ในเขตชายเลน จะต้องย้ายถิ่นของพวกมันขยับเข้ามาจากการถูกน้ำทะเลเอ่อท้น ปัญหาก็คือพื้นที่ชายฝั่งตอนในถูกมนุษย์จับจองเอาไว้หมดแล้ว แล้วสัตว์จะไปอยู่ที่ไหน?

แน่นอนว่า หลายสปีชีส์จะไม่สามารถย้ายถิ่นได้เร็วพอที่จะไล่ตามการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ทัน และ WWF ชี้ว่า จากข้อมูลล่าสุดเท่าที่มี สปีชีส์เหล่านี้จะต้องสูญพันธุ์อย่างแน่นอน [1]

ในรายงานปี 2017 ของสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ทำการประเมินสัตว์และพืช 98,500  สปีชีส์ ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 25,062สปีชีส์ที่อยู่ในอันตรายจากการสูญพันธุ์ หรือคิดเป็น 27% ที่ผ่านการสำรวจ ในจำนวนนี้เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 40% สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 25% พืชประเภท34% นก 14% ฉลามและกระเบน 31% ปะการัง แนวปะการัง 33% สัตว์พวกกุ้งกั้งปูบางส่วน 27% [2]

สาเหตุที่ทำให้พวกมันสูญพันธุ์มีมากมาย เช่น การรุกรานของมนุษย์  มลภาวะ สารเคมี และความผันผวนของสภาพอากาศโลก และนี่คือตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตที่เสี่ยงจะอันตรธานไปตลอดกาลเพราะภาวะโลกร้อน ต้องจับตาไว้ให้ดีก่อนที่จะสายเกินการณ์ก็เช่น

ปลา Nassau Grouper ในแถบหมู่เกาะนัสเซอ มหาสมุทรแปซิฟิก สาเหตุหนึ่งมากจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและสภาพอากาศที่รุนแรง

ตุ๊กแก Helmethead Gecko ในแถบชายทะเลทรายซะฮารา เป็นเหยื่อความวิปริตของสภาพอากาศอย่างแท้จริง โดยเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์เพราะพายุกับน้ำท่วมในทะเลทราย

กล้วยไม้ Charlesworth Paphiopedilum เสี่ยงสูญพันธุ์เพราะการเปลี่ยนถิ่นอาศัย สภาพอากาศโลก และการคุกคามของภัยแล้ง

ปลา Proterorhinus tataricus ในแถบตอนใต้ของไครเมียและยูเครน เสี่ยงจากการสูญพันธุ์อย่างยิ่งยวดจากโลกร้อนซึ่งทำให้เกิดความแห้งแล้งในถิ่นอาศัยของพวกมัน [2]

แม้ว่าเราจะพยายามแค่ไหน แต่มันยังเป็นความเคลื่อนไหวที่ช้าเกินไป และสุดท้ายก็ต้องมีสัตว์ที่ตกเป็นเหยื่อภาวะโลกร้อนอยู่ดี


Bramble Cay melomys

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 โลกต้องสูญเสียสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดแรกไปเพราะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก นั่นคือ Bramble Cay melomys (Melomys rubicola) ซึ่งเป็นสัตว์ฟันแทะคล้ายหนู มีถิ่นฐานใน Bramble Cay เกาะแห่งหนึ่งนอกชายฝั่งตะวันออก แถบเกรทแบริเออร์รีฟ ของประเทศออสเตรเลีย มีชาวประมงเห็นมันครั้งสุดท้ายในปี 2009 และมีความพยายามจับมันโดยนักวิทยาศาสตร์ในปี 2014 แต่ไม่สำเร็จ จึงคาดว่าน่าจะสูญพันธุ์แล้ว และในที่สุดรัฐบาลออสเตรเลียก็ประกาศว่ามันสูญพันธุ์ในปี 2019 สาเหตุที่มันสิ้นไปจากโลก ก็เพราะถิ่นฐานของหนูชนิดนี้อยู่บนเกาะปริ่มน้ำ หรือ Cayเมื่อระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเพราะโลกร้อน จึงทำลายถิ่นอาศัยของพวกมันไปตลอดกาล [3]

น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ไม่ใช่เพราะพระเจ้าดลบันดาล มันเกิดจากน้ำมือมนุษย์ล้วนๆ

ในหนังสือ The Sixth Extinction ของนักข่าวเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ Elizabeth Kolbert ที่ว่าด้วยการสูญพันธุ์ของสัตว์โลก ชี้ว่า การสูญพันธุ์ก่อนหน้านี้ห้าครั้ง เกิดขึ้นในช่วง 450 ล้านปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากอุกกาบาตและภูเขาไฟระเบิด อย่างไรก็ตาม มนุษย์จะมีบทบาทสำคัญในการสูญพันธุ์ครั้งที่หก [4]

ผู้เขียนรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เอาไว้อย่างมากมาย เพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านกตระหนักว่า การพัฒนาของมนุษยชาตินำมาซึ่งความด้อยพัฒนาของระบบนิเวศ เช่น การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาลจากการพัฒนาอุตสาหกรรมมานานนับร้อยปี ตอนนี้มีคาร์บอนไดออกไซด์บางส่วนกำลังถูกมหาสมุทรดูดซับเพื่อสร้างกรดคาร์บอนิก ซึ่งเป็นการลดค่า pH ในน้ำทะเล และกำลังฆ่าสิ่งมีชีวิตในทะเลของเรา

สิ่งแรกๆ ที่จะเกิดขึ้นคือ แนวปะการังที่รองรับสัตว์หลายพันชนิดโดยเป็นแหล่งอาหารและการป้องกันอันตรายในท้องทะเล และสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์จึงมีวิวัฒนาการร่วมกับปะการัง แต่เนื่องจากความเป็นกรดในมหาสมุทร ปะการังจึงอาจจะสูญพันธุ์ในปลายศตวรรษนี้ [5] หมายความว่าสิ่งมีชีวิตอีกหลายพันจะต้องสูญหายไปตลอดกาลด้วย

ตอนนี้สัตว์โลกกำลังทยอยกันสูญพันธุ์ มนุษย์เองก็เป็นสัตว์โลกประเภทหนึ่ง แม้จะมีศักยภาพสูงในการปรับตัว แต่ก็มีศักยภาพสูงในการทำลายตัวเองด้วย มนุษย์จึงเสี่ยงที่จะสูญพันธ์เช่นกัน อย่างน้อยก็มนุษย์สายพันธุ์ที่เคยมีความสุขตามอัตภาพในโลกที่เคยน่ารัก

นี่ไม่ใช่แค่คำโฆษณาชวนเชื่อเพื่อขู่ให้กลัว เพราะมันคือเรื่องที่ไม่ควรนิ่งนอนใจอย่างยิ่ง แม้แต่การหายหน้าหายตาไปของแมลงบางประเภท อาจทำให้มนุษย์ไม่รู้สึกรู้สาอะไรมากนัก แต่จริงๆ แล้วมันคือลางหายนะที่เราไม่ได้สำเหนียกเลยต่างหาก อย่างเช่นการหดหายไปของผึ้ง

กระทรวงเกษตรสหรัฐทำการสำรวจและนับจำนวนรังผึ้งในปี 2015 ซึ่งเป็นการนับครั้งล่าสุด พบว่ามี 2.5 ล้านรัง เมื่อเทียบกับ 5 ล้านรังในปี 1997 บางคนอาจคิดว่า ถ้าจำนวนผึ้งลดลง ก็กินน้ำผึ้งลดลงแค่นั้น หรือบางคนไม่สนใจด้วยซ้ำว่าผึ้งมีอะไรมากกว่าน้ำผึ้ง นั่นเพราะผึ้งมีหน้าที่ผสมเรณูพืชที่เป็นอาหารให้กับเรา จากข้อมูลองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) มีพืช 100  ชนิดที่เป็นแหล่งอาหารในสัดส่วน 90% ของมนุษยชาติ และในจำนวนนี้ 71% ผสมเกสรโดยผึ้ง (4)  หากผึ้งหายไป หมายความว่าเราจะไม่มีพืชธรรมชาติอีก

แน่ล่ะ บางคนอาจหันไปพึ่งพาการตัดต่อพันธุกรรม หรือ GMO แต่นั่นไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน และอาจเป็นอีกปากทางหนึ่งของปัญหาด้วยซ้ำ

การสูญพันธุ์ครั้งที่หกเกิดจากมนุษย์และจะกลืนกินมนุษย์เช่นกัน

- Advertisement -