ประกาศราชกิจจาฯปลดล็อค ‘ไม้หวงห้าม’ แล้ว ปลูกที่ดินกรรมสิทธิ์-ตัดขายได้ นิรโทษคดีเก่า

ประกาศราชกิจจาฯ อนุญาตประชาชน-เอกชน “ปลูก-ตัดไม้หวงห้าม” ในที่ดินกรรมสิทธิ์และครอบครองได้แล้ว จำนวนรวม 158 ชนิด ดันที่ดินรกร้าง 96 ล้านไร่ถูกใช้ประโยชน์มากขึ้น

เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2562 มีประกาศราชกิจจานุเบกษา ยกเลิกไม้หวงห้ามตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 สำหรับ พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 มีทั้งหมด 11 มาตรา โดยสาระสำคัญอยู่ที่มาตรา 7 ระบุว่า ไม้ชนิดใดที่ขึ้นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใดให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา สำหรับไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินไม่เป็นไม้หวงห้าม หรือไม้ที่ปลูกในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิ ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ถือว่าไม่เป็นไม้หวงห้าม

อย่างไรก็ตาม เนื้อความตามมาตรา 7 ดังกล่าวระบุไว้ในมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 (เดิม) แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ลงวันที่ 21 ก.ค. 2557 และให้ใช้ความข้างต้นแทน (มาตรา 7 ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฉบับใหม่)

ทั้งนี้ ตามมาตรา 9 บรรดาไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม่อีเม่ง ไม้พยุงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุง ไม้ชิก ไม้กระชิก ไม้กระชิบ ไม้พยูง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า และไม้เก็ดเขาควาย ที่ขึ้นในป่าให้เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 จนกว่าจะได้รับการตราพระราชกฤษฎีกา ที่ออกตามความในมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

ขณะเดียวกัน การรับรองไม้หรือการดำเนินการออกระเบียบตามมาตรา 18/1 18/2 และ 18/3 ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับตั้งแต่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้รัฐมนตรีรายงานเหตุผลให้ ครม.เพื่อทราบ และให้ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รักษาการตาม พ.ร.บ.นี้

อนึ่ง เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลได้ปรับแก้ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ที่บังคับใช้มานานกว่า 78 ปี โดยเฉพาะการยกเลิกมาตรา 7 ที่ได้กำหนดเกี่ยวกับไม้หวงห้ามที่ขึ้นอยู่ในที่ดินที่มิใช่ป่า ก่อให้เกิดปัญหาอุปสรรคต่อการทำไม้ในที่ดินของประชาชนและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเสร็จเรียบร้อยแล้ว กฎหมายที่ปรับแก้กำหนดให้สามารถตัดไม้ยืนต้นได้โดยไม่ผิดกฎหมายในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง เช่น โฉนด นส.3 ก. ใบจอง สค.1 เป็นต้น หรือให้ยกเลิกไม้หวงห้ามในที่ดินเอกชนและที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์

อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวอีกว่า กฎหมายใหม่ปรับแก้เป็น “ไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินมีกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม” ดังนั้นให้การทำไม้โดยเฉพาะไม้มีค่า ไม่ต้องทำเรื่องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่อีกต่อไป หรือกล่าวได้ว่า กฎหมายฉบับนี้ได้ยกเลิกการกำหนดไม้หวงห้ามในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินจะควบคุมเฉพาะไม้ในป่าเท่านั้น แต่ไม้ในที่ดินตามหนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินในสิทธิครอบครองสามารถตัดได้ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนปลูกและตัดไม้ได้สะดวก

สำหรับผลของการปรับแก้กฎหมายฉบับนี้ จะทำให้ประชาชนมีรายได้ที่มั่นคงจากการประกอบอาชีพทำไม้ปลูกป่าเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยดีขึ้น ในอนาคตใครที่มีที่ดินสามารถปลูกไม้มีค่าในที่ดินของตนเองได้ ถ้าไม้โตแล้วอยากตัดไปขาย ทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่แล้ว หรืออยากจะเอาไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ทำได้เช่นกัน

อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวครอบคลุมไม้หวงห้าม จำนวน 158 ชนิด และไม้หายากอีก จำนวน 13 ชนิด คือ 1.กระเบา กระเบาน้ำ กระเบาใหญ่ 2.กำจัดต้น มะแข่น แขว่น มะข่วง ลูกระมาศ 3.กำยาน 4.จันทน์ชะมด 5.จันทน์หอม 6.จันทนา จันทน์ขาว 7.ตีนเป็ดแดง เยลูต 8.ปะ กระ 9.รง รงทอง 10.สนแผง สนใบต่อ แปกลม 11.สำรอง พุงทะลาย ท้ายเภา 12.แสลงใจ แสลงไหน แสลงทม แสลงเบื่อ แสงเบื่อ มะตึ่ง ตึ่งต้น บึงกา ตูมกา ตึ่งตูมกาขาว และ 13. แหลง แสลง ยวนผึ้ง ผึ้ง ลุง

ที่สำคัญผลของการแก้กฎหมายจะทำให้ผู้ที่โดนคดีตัดไม้ในที่ดินตัวเองหลายสิบราย ต้องพ้นโทษถือว่าไม่มีความผิดต้องปล่อยตัวออกหมด เพราะกฎหมายถือว่ามีคุณประโยชน์ พวกที่ถูกคดีอาญาต้องพ้นโทษ ติดคุกต้องปล่อย ซึ่งกรมป่าไม้จะจัดงานมหกรรมไม้มีค่าหายาก เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนหันมาปลูกไม้มีค่าทั่วประเทศ

ด้านนายจุมพฎ ชอบธรรม ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมป่าไม้ กล่าวว่า การปรับแก้กฎหมายป่าไม้ พ.ศ.2484 จะทำให้ที่ดินของเอกชนที่มีอยู่ประมาณ 42.74% หรือประมาณ 138 ล้านไร่ ในจำนวนนี้ตกอยู่ในมือของนายทุนประมาณ 70% หรือประมาณ 96 ล้านไร่ และไม่ได้ใช้ประโยชน์ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าจะถูกใช้ประโยชน์มากขึ้น เพราะแรงจูงใจจากการปลดล็อกไม้ยืนต้นตัดได้ไม่ผิดกฎหมาย เอกชนจะหันมาปลูกต้นไม้มากขึ้น เพราะถ้าปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าจะต้องเสียภาษีที่ดินในอัตรา 0.3-0.7% ต่อปี และจะเพิ่มขึ้นทุก 3 ปี ตามกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เม.ย. 2563

- Advertisement -