จีนเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก [1] แต่เมื่อวัดจากปริมาณการปล่อยต่อหัวแล้ว จีนกลับอยู่ในอันดับที่ 55 [2] นี่คือความลักลั่นอย่างหนึ่งของโลก เพราะจำนวนประชากรที่มากมายมหาศาลของจีน มีส่วนช่วยหารสัดส่วนการสร้างมลภาวะ แต่เราจะปล่อยให้ความยอกย้อนทางสถิติแบบนี้หลอกเอาไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม จีนและประชากรจีนมีส่วนรับผิดชอบกับการปัญหาโลกร้อนที่เลวร้ายลง

แต่จีนไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบ ตรงกันข้ามจีนพยายามอย่างมากที่จะแก้ไขเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่สหรัฐอเมริกาถอนตัวจากการให้สัตยาบันความตกลงปารีส จีนก็เข้ามาพยุงสถานการณ์เพื่อไม่ให้การรณรงค์ขาดประเทศมหาอำนาจที่เป็นหัวเรือใหญ่ จนทำให้การประชุม COP24 กลับมามีความหวังอีกครั้ง 

ความขัดข้องประการหนึ่งของการปรับใช้ความตกลงปารีส คือความไม่สมดุลระหว่างเจตนารมณ์ที่จะแก้ปัญหา กับความเสียดายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะถูกบั่นทอนลงเพราะข้อตกลงแก้โลกร้อน

ความไม่สมดุลนี้ สะท้อนให้เห็นในผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวอย่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ในระหว่างการประชุมสุดยอดสภาพภูมิอากาศที่ปารีส จีนและอินเดียยืนยันว่าประเทศที่พัฒนาแล้วควรลดการปล่อยคาร์บอนลงมากกว่าจีนและอินเดีย และให้คำมั่นสัญญาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เพราะจีนกังวลว่าข้อตกลงใดๆ อาจจะขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจของพวกจีนลดลง เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว

กระนั้นก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้วประเทศที่พัฒนาแล้วกับกำลังพัฒนาก็ตกลงกันได้ โดยประเทศที่พัฒนาแล้วสัญญาว่าจะหารือเกี่ยวกับแผนงานเพื่อเพิ่มงบประมาณแก้ปัญหาโลกร้อนเป็น 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปีภายในปี 2020 เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนาในการบรรเทาและปรับตัวให้เข้ากับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แสดงให้เห็นว่าการแสดงท่าทีของจีนได้รับการตอบรับ และการมีปากมีเสียงของจีนเป็นที่รับรู้กันในประชาคมโลก [3]

อาจกล่าวได้ว่า จีนคือตัวอย่างที่ประเทศกำลังพัฒนาควรปฏิบัติ ในการรักษาโลกไปพร้อมๆ กับช่วยตัวเองในช่วงที่กำลังตั้งไข่ทางเศรษฐกิจ เพราะจีนยังคงสนับสนุนหลักการความรับผิดชอบร่วมกัน แต่มีความแตกต่างทางเนื้อหา (common but differentiated responsibilities) ซึ่งหลักการนี้คือ เนื่องจากจีนยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นศักยภาพในการลดการปล่อยมลพิษจึงต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงไม่ควรบีบให้จีนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทันทีทันใด แต่ควรการส่งเสริมให้เพิ่มขึ้นน้อยลงตามลำดับ ไปจนกว่าพัฒนาการทางอุตสาหกรรมจะเติบโตเต็มที่ และการลดมลภาวะสมกับสถานะทางเศรษฐกิจของจีน [4]

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนมีท่าทีจริงจังกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถึงขนาดที่กลายมาเป็นตัวหนุนหลักของความตกลงปารีส แม้จะยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก แต่ต้องถือว่าเป็นการปรับท่าทีแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะที่ผ่านมาจีนไม่ได้มองว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการปกป้อง แต่เป็นทรัพยากรที่จะต้องถูกขูดรีดเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและรับใช้การรณรงค์ทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่นโยบายพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังถูกครอบงำโดยแนวคิดแบบเหมาเจ๋อตง [3]

แม้ในช่วงหลังเหมาเจ๋อตงเข้าสู่ยุคเปิดประเทศของเติ้งเสี่ยวผิง และทายาททางการเมืองรุ่นต่อๆ มา จีนก็ยังไม่เปลี่ยนทัศนะต่อสิ่งแวดล้อม มาเริ่มเปลี่ยนท่าทีในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 รัฐบาลกลางเริ่มจริงจังกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและค่อยๆ ปรับสมดุลความสำคัญของการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมกับเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โดยคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการพัฒนาเศรษฐกิจที่ครอบคลุมของจีน ได้รับมอบหมายให้จัดทำแผนการณ์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตั้งแต่ปี 1998 [3]

การปรับท่าทีครั้งสำคัญก็คือ หลังจากที่สหรัฐอเมริกาถอนตัวจากความตกลงปารีส จีนได้รับเสียงสรรเสริญเป็นอันมาก เช่น The New York Times สื่อที่มีท่าทีวิพากษ์จีนอยู่เสมอ ก็ยังชื่นชมว่า “ประเทศจีนได้กลายเป็นผู้นำระดับโลกด้านนโยบายและการทูต ในการจำกัดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” [5]

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าจีนจะเป็นพระเอกขี่ม้าขาว ด้วยขนาดประเทศที่ใหญ่โต และประชากรมหาศาล จีนไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาโลกร้อน เพียงแค่จัดการเรื่องในบ้านของตัวเองให้เรียบร้อยก็จะช่วยให้สถานการณ์ของโลกโดยรวมดีขึ้นมาก

Anthony H. F. Li แห่งสถาบัน CEFC ตั้งข้อสังเกตว่า นับตั้งแต่ที่จีนมีการกระจายอำนาจทางการเมือง และอำนาจการตัดสินใจทางเศรษฐกิจแบบตลาดให้กับรัฐบาลท้องถิ่น ฝ่ายท้องถิ่นก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผลประโยชน์ทางธุรกิจเพื่อกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่รวดเร็ว โดยไม่ได้แยแสเกี่ยวกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมมากนัก [3]

Li กล่าวว่า ในขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นได้รับอิสระมากขึ้นในการกำหนดลำดับความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม และกลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการด้านสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น แต่ในความเป็นจริงการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมถูกละเลยโดยผู้กำหนดนโยบายท้องถิ่น เพราะรัฐบาลท้องถิ่นพึ่งพากับภาคอุตสาหกรรมในท้องถิ่นเพื่อแสวงหารายได้ กำไรยิ่งมีรายได้มากเท่าไร GDP ก็ยิ่งขยายตัวเร็วขึ้นในเวลาอันสั้น [3]

GDP ของท้องถิ่นเป็นตัวกำหนดผลงานของเจ้าหน้าที่ในภูมิภาค ดังนั้นเจ้าหน้าที่ในภูมิภาคจึงเร่งกระตุ้นการเติบโต โดยไม่ใส่ใจการรักษาสิ่งแวดล้อมนัก ดังนั้น แม้ว่ารัฐบาลกลางจะมีเป้าหมายที่น่าชื่นชมเพียงใด แต่ยังปฏิบัติจริงไม่ได้เต็มที่นักในระดับภูมิภาค ตราบใดที่ส่วนกลางยังประเมินผลงานของข้าราชการจาก GDP ไม่ใช่การลดมลภาวะ โดยสรุปก็คือ จีนยังขาดการถ่วงดุลระหว่างนโยบายส่วนกลางกับการรับใช้ในระดับท้องถิ่น

ปัญหาของจีนในเวลานี้ ไม่ใช่แค่การถ่วงดุลระหว่างเป้าหมายมหภาคในการแก้ไขปัญหามลภาวะกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในรัฐท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเก็บกวาดปัญหามลพิษให้เด็ดขาด เช่น ปัญหาจากการปล่อยก๊าซมีเทน จากการเผาไหม้ถ่านหิน ที่ยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล ซึ่งจีนเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซมีเทนมากที่สุดในโลก

จากข้อมูลจากดาวเทียมญี่ปุ่นที่รวบรวมข้อมูลจนถึงปี 2010 พบว่าปริมาณการปล่อยก๊าซมีเทนแบบรายปีของจีนเพิ่มขึ้น 50% เป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปีหลังจากรัฐบาลได้ผ่านระเบียบควบคุมในปี 2010 อัตราการเพิ่มขึ้นนี้สูงกว่าการปล่อยมลพิษทั้งหมดของประเทศใหญ่อื่นๆ เช่น รัสเซีย และบราซิล [6]

แม้ว่ามีเทนจะตกค้างอยู่ในชั้นบรรยากาศของโลกน้อยกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่มันสามารถดักความร้อนได้มากกว่าถึง 28 เท่า จากการศึกษาของ Global Carbon Project [7] 

จีนยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งเพื่อที่จะทำให้เป้าหมายและผลลัพธ์ของการกำจัดมลพิษสอดคล้องกัน เช่น ในปี 2010 จีนตั้งเป้าหมายในการควบคุมการปล่อยก๊าซมีเทนให้ลดลง 5.6 ล้านตันในปีดังกล่าว ซึ่งเท่ากับปริมาณการกำจัดก๊าซมีเทนทั้งประเทศของออสเตรเลียหรือแคนาดา [8] แต่ตัวเลขล่าสุดปรากฎว่ายังทำไม่ได้

จะเห็นได้ว่า แม้จีนจะยังมีช่องโหว่ในการเก็บกวาดปัญหาในบ้านตัวเอง แต่อย่างน้อยจีนก็มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ต้องพูดถึงความจริงจังในการแก้ไข 

ถึงแม้จะยังเป็นตัวอย่างไม่ได้ แต่อย่างน้อยยังเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศอื่นๆ เริ่มขยับกันบ้าง

- Advertisement -