สถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือยังคงอยู่ในขั้นวิกฤตต่อเนื่อง โดยค่าเฉลี่ยของฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ระหว่าง 36-239 มคก./ลบ.ม. สูงเกินค่ามาตรฐานที่ต้องไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม. และ ค่า PM 10 เฉลี่ย อยู่ที่ 69-279 มคก./ลบ.ม. สูงเกินค่ามาตรฐานที่ไม่ควรเกิน 120 มคก./ลบ.ม.

จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า พื้นที่ภาคเหนือมีพื้นที่สีแดง 7 จุด ครอบคลุมพื้นที่ จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน และพะเยา โดยเมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งสูงถึง 353 มคก./ลบ.ม. กลายเป็นอับดับหนึ่งของโลกแซงหน้าประเทศอื่นที่มีปัญหารุนแรง

ปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือที่สะสมต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา มาจากสาเหตุหลายปัจจัยไม่ว่าไฟป่า การเผาป่าปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และฝุ่นควันพัดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ผนวกกับความกดอากาศส่งผลให้กลุ่มควันปกคลุมพื้นที่ จ.ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ มีและเกิดฝุ่นสะสมเกินค่ามาตรฐานในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่และนอกพื้นที่ต่างออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาเป็นการด่วน โดยล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และ จ.เชียงใหม่ รวมถึงจังหวัดที่เกิดวิกฤตฝุ่นพิจารณาหาแนวทางยกระดับการแก้ปัญหาร่วมกันโดยด่วน ซึ่งทาง ทส.ได้สั่งระดมเจ้าหน้าที่จากหน่วยนงานต่างๆ กว่า 2,000 คนเข้าช่วยเหลือ

ด้าน ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปัญหาจากฝุ่นควันขนาดเล็กสูงเกินค่ามาตรฐาน ทำให้มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 30% และคาดว่าในช่วงระยะ 3-5 เดือนของสถานการณ์ฝุ่นควันพิษจะมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตัวเพิ่มขึ้นถึง 100%

ขณะที่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ประเมินผลกระทบที่ผ่านมา 2 สัปดาห์ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยลดลงกว่า 70% ส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

สำหรับสถานการณ์ฝุ่นควันใน จ.เชียงใหม่ ในช่วงระยะ 10 ปีที่ผ่านมา จะเกิดขึ้นเพียง 1-2 เดือน แต่ปัจจุบันได้กินเวลายาวนานขึ้นมากกว่าเดิม โดยคาดว่าจะลากยาวถึง 5 เดือน

ภาพ: กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
บรรยากาศช่วงเวลาใกล้ค่ำบริเวณดอยหลวงเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ยังคงเห็นควันจากไฟป่าปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณอย่างหนาแน่น
อาสาสมัครดับไฟ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เร่งดับไฟป่า โดยทีมอาสาสมัครจะจัดเวรยามในการเฝ้าระวังไฟป่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
ประชาชนทั่วไปรวมทั้งพระสงฆ์ต่างต้องสวมหน้ากากอนามัยระหว่างเดินทางในตัวเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
นักท่องเที่ยวสวมใส่หน้ากากในระหว่างปั่นจักยานเดินทางท่องเที่ยวภายในคูเมือง จ.เชียงใหม่
นักท่องท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศต่างสวมหน้ากากอนามัยระหว่างเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่ เพื่อป้องกันควันพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก
เจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงใหม่นำเครื่องพ่นน้ำมาพ่นที่บริเวณประตูท่าแพ และตามจุดอื่นๆ ที่ประชาชนสัญจรไปมาใน จ.เชียงใหม่ เพื่อลดปริมาณฝุ่นพิษ
สถานการณ์หมอกควันใน จ.เชียงใหม่ ยังคงมีความหนาแน่นและปกคลุมไปทั่วเมืองเชียงใหม่จนแทบมองไม่เห็นอาคารบ้านเรือน
- Advertisement -