การทำเกษตรโดยเผาป่า หรือ Slash-and-burn เป็นวิธีการทำกสิกรรมที่เก่าแก่อยู่คู่มนุษย์มานานนับหมื่นปี แต่มันเป็นมรดกโบราณที่มนุษยชาติไม่ควรรักษาไว้

มันคือมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรกำจัดให้เหลือน้อยที่สุด (หากยังหยุดไม่ได้ 100%) เหตุผลนั้นชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้ว นั่นคือการเผาป่าทำการเกษตร ก่อให้เกิดไฟป่าที่ควบคุมไม่ได้ และควันไฟที่กลายเป็นฝุ่นหมอกปกคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง อย่างที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในภาคเหนือของไทยจนกระทั่งปัจจุบัน

แต่ที่เกิดขึ้นบ่อยกว่า จนกลายเป็นปรากฎการณ์ระดับโลก นั่นคือหมอกควันเผาป่าในเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งทำให้เกิดหมอกควันคลุมพื้นที่ส่วนหมู่เกาะและคาบสมุทรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงภาคใต้ของไทยด้วย

เฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Slash-and-burn ทำให้เกิดวิกฤตการณ์หมอกควันเกือบทุกวัน และมันไม่ใช่ผลจากการทำไร่เลื่อนลอยหรือเกษตรตามภูเขาเหมือนภาคเหนือของบ้านเรา แต่เป็นการทำลายป่าร่วมกันของเกษตรกรรายย่อยและอุตสาหกรรมเกษตรที่ต้องการพื้นที่ป่าปลูกปาล์มน้ำมัน

จากตัวเลขของ Encyclopedia of Earth เมื่อปี 2007 ประเมินไว้ว่า มีผู้ทำเกษตรแบบเผาป่าถึง 200-500 ล้านคนทั่วโลก [1] จำนวนประชากรขนาดนี้ มากเกินกว่าที่พื้นที่ป่าจะรองรับได้ ไม่เหมือนกับยุคบุพกาลที่ดินแดนต่างๆ มีประชากรน้อย การเผาป่าไม่สร้างภาระทางสิ่งแวดล้อม ทั้งยังอาจเป็นผลดีทางอ้อมต่อระบบนิเวศด้วย เพราะไฟป่าช่วยให้พืชพันธุ์ที่ซ่อนตัวใต้ดินได้มีสารอาหารจากเถ้าถ่าน และยังกระตุ้นให้ผลิดอกออกผลขึ้นมาเมื่อถึงฤดูกาลชุ่มน้ำ

จะมีทางอื่นไหมที่จะช่วยเกษตรกรสร้างพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก โดยไม่ต้องทำลายล้างมนุษยชาติด้วยการเผาป่า?

คำตอบคือมี … และมีอยู่ 2 วิธี คือ

1.การเว้นพื้นที่ปลูกระหว่างแนวต้นไอศกรีมถั่ว (อินก้า) หรือ Inga alley cropping [2] ต้นไอศกรีมถั่ว หรือ Inga edulis เป็นพืชท้องถิ่นของอเมริกากลางและอเมริกาใต้ เติบโตได้ดีในดินกรด ก่อให้เกิดการตรึงไนโตรเจน (nitrogen fixation) ที่พืชนำไปใช้ได้ และยังสร้างฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ต่อดิน ต้นไอศกรีมถั่วมีใบหนาและโตเร็ว ช่วยปกป้องหน้าดินหลังการพรวนหน้าดินเพื่อเตรียมการเพาะปลูก

นักนิเวศวิทยาชาวอังกฤษ ไมค์ แฮนด์ส (Mike Hands) ได้ทดลองวิธีนี้เมื่อช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 ที่ประเทศคอสตาริก้า โดยทำการปลูกพืชพร้อมกับต้นไอศกรีมถั่ว เมื่อพืชเติบโตก็จะต้องทำการตัดแต่งไอศกรีมถั่วให้เหลือใบน้อย ใบของไอศกรีมถั่วที่ถูกเล็มออกจะย่อยสลายกลายเป็นสารอาหาร และเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วก็ปล่อยให้ใบเติบโตเพื่อคลุมหน้าดิน เป็นวัฏจักรอย่างนี้ และยังง่ายต่อการดูแลแปลงผลผลิต

2.การตัดและทำถ่าน หรือ Slash-and-char [3] แทนที่จะต้องเผาพืชผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้ว เกษตรกรสามารถควบคุมการเผาได้ ด้วยการนำเศษที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวมาทำเป็นถ่านชีวภาพ (biochar) แล้วผสมกับไบโอแมส (biomass) จากของเหลือกินเหลือใช้ที่เป็นอินทรีย์ นำมาผลิตสารอาหารหล่อเลี้ยงพืช ที่สำคัญก็คือแม้วิธีนี้จะยังคงใช้การเผา แต่ก็สร้างมลภาวะน้อยกว่า ลดการทำลายป่า ให้โอกาสเกษตรกรในการขายสิทธิในการปล่อยคาร์บอนได้ด้วย

ส่วนวิธีการเผาถ่านสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ใช้ดินปกคลุมบนกองไม้พร้อมช่องระบายอากาศ และเตาเผาสมัยใหม่ทำการรีไซเคิลก๊าซไอเสียทั้งหมดอย่างเข้มงวด

อันที่จริง Slash-and-char ไม่ใช่เทคนิคใหม่ แต่เป็นการทำเกษตรแบบเก่าอายุกว่า 700 ปี ที่ให้ความหวังใหม่ และแนะทางออกให้กับเกษตรกรที่ยังรามือจากการเผาไม่ได้ แต่การเผาแบบใหม่จะช่วยลดปัญหามลภาวะได้มากจนคาดไม่ถึง จนขนาดที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า วิธีนี้จะมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อนได้

ศาสตราจารย์เจมส์ แฟร์เฮด จากมหาวิทยาลัยซัสเซ็กซ์ ผู้ริเริ่มการศึกษา กล่าวว่า การเลียนแบบวิธีโบราณนี้มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนชีวิตของผู้คนหลายพันคนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคที่ยากจนและหิวโหยที่สุดในแอฟริกา

“เรายังต้องทำการศึกษาให้มากขึ้น แต่การทำฟาร์มแบบง่ายและมีประสิทธิภาพนี้ อาจเป็นคำตอบให้กับความท้าทายระดับโลกที่สำคัญ เช่น การพัฒนาระบบเกษตรกรรม ‘ภูมิอากาศอัจฉริยะ’ ซึ่งสามารถเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้นและปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้” แฟร์เฮด ระบุ [4]

อ้างอิง
[1] Cornell, Joseph D. (31 January 2007). "Slash and burn". Encyclopedia of Earth.
[2] Kettler, J. S. (1996-08-01). "Fallow enrichment of a traditional slash/mulch system in southern Costa Rica: comparisons of biomass production and crop yield". Agroforestry Systems. 35 (2): 165–176.
[3] Biederman, L. A. (31 December 2012). "Biochar and its effects on plant productivity and nutrient cycling: a meta-analysis". GCB Bioenergy. 5 (2): 202–214.
[4] EurekAlert!. (16-JUN-2016). 700-year-old West African soil technique could help mitigate climate change. Retrieved from https://www.eurekalert.org/pub_releases/2016-06/uos-7yw061616.php
ที่มาภาพ
1. NASA
2. Frank Vassen
- Advertisement -