หนึ่งในความพยายามของการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย คือการมียุทธศาสตร์เพื่อจัดการปัญหาในส่วนที่กระทบหรือเกี่ยวข้องกับประเทศ อันนำมาสู่การจัดทำยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฉบับแรกขึ้นเมื่อปี 2551

ขณะเดียวกันเพื่อให้การดำเนินงานต่อเนื่องและมีกรอบแนวทางในการดำเนินงานของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงมีการจัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2558-2593 ตามมา เพื่อที่หน่วยงานต่างๆ จะสามารถนำกรอบแนวทางที่นำเสนอไว้ในแผนแม่บทฯ ไปจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการเชิงลึกเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาต่อไป

ทั้งนี้ ปี 2593 คือหมุดหมายสำคัญตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่กำหนดหลักไมล์ของการดำเนินงานไว้เป็นช่วงทศวรรษ เช่น ค.ศ.2020, 2030 และ 2050 หรือเท่ากับปี 2563, 2573 และ 2593 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการนำแผนแม่บทฯ มาใช้กว่า 4 ปี หน่วยงานเจ้าของอย่างสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้มีการทบทวนและจัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2558-2593 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 เพื่ออัพเดทสิ่งต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาด้านการวิจัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในฐานะหัวหน้าโครงการการทบทวนและจัดทำแผนแม่บทฯ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์และประเมินแผนแม่บทฯ ฉบับเดิม ทำให้ได้พบกับอุปสรรคบางประการที่ทำให้งานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่คืบหน้า จึงได้มีการนำมาปรับเพิ่มสิ่งใหม่ๆ เข้าไปมากกว่าครึ่ง

เขาวิเคราะห์ถึงแนวทางการปรับปรุงร่างแผนฯ หลักออกเป็น 2 เรื่อง อันดับแรกคือ การผสานแนวคิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในกิจกรรมปกติของหน่วยงานต่างๆ กล่าวคือหน่วยงานภาครัฐหรือกระทรวงต่างๆ ที่ไม่ใช่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ไม่ควรพยายามคิดโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะมักจะไม่ได้รับงบประมาณ เนื่องจากถูกมองว่าไม่ใช่ภารกิจที่มีความเกี่ยวข้อง จึงควรปรับแนวทางใหม่ โดยเสนอให้ทำงานตามพันธกิจเดิม เพียงแต่เพิ่มแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไป

“การปรับแนวคิดแบบนี้น่าจะโอเคมากขึ้น เพราะเราไม่อยากให้กิจกรรมด้านโลกร้อนเพิ่มเข้ามาเป็นภาระการทำงาน เพียงอยากให้โครงการทั่วไปคำนึงถึงเรื่องของโลกร้อนเท่านั้น ซึ่งถ้าทำได้แปลว่าโครงการต่างๆ ที่มีส่วนช่วยเรื่องโลกร้อนจะไหลออกมามากขึ้น” เขาอธิบายเพิ่ม

อันดับถัดมาคือ การแสดงผลประโยชน์ร่วมที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการพยายามพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ทั้งในด้านการปรับตัว (Adaptation) และการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) เช่น ในส่วนของการลดก๊าซฯ หากเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายนั้นก็ยากที่จะถูกนำไปปฏิบัติ จึงต้องหาแนวทางเพื่อให้เห็นได้ว่างานเหล่านี้จะสามารถช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ช่วยลดค่าครองชีพ หรือเพิ่มรายได้ให้กับผู้ทำได้อย่างไร ซึ่งหากคิดออกมาได้ก็จะทำให้โอกาสของแนวทางการลดก๊าซฯ เหล่านั้นถูกนำไปใช้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น การวิจัยนวัตกรรมด้านพลังงานหมุนเวียนที่ช่วยลดต้นทุน

ขณะที่การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะต้องมีการพัฒนาเพื่อแสดงให้เห็นแผนที่เสี่ยงภัย จุดที่จะได้รับผลกระทบ รวมถึงการพยากรณ์ต่างๆ เพื่อให้ภาคการเกษตรสามารถทำการผลิตที่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย หากสามารถพัฒนาข้อมูลให้มีประโยชน์ก็จะมีเกษตรกรนำเอาไปใช้มากขึ้น

นอกจากนี้ ดร.อดิศร์ ยังพูดถึงการเร่งรัดออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญให้การทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต เมื่อมีกฎหมายออกมารองรับก็จะช่วยให้เครื่องมือต่างๆ เช่น มาตรการภาษี ถูกนำมาใช้ได้มากขึ้น รวมถึงการจัดทำตัวชี้วัดให้กับหน่วยงานในกรม กระทรวงต่างๆ มีส่วนผลักดันให้ทำกิจกรรมด้านโลกร้อนมากขึ้น

- Advertisement -