“พัดทดน้ำ” คือภูมิปัญญาการจัดการน้ำท้องถิ่นที่เป็นอัตลักษณ์ของคนลุ่มน้ำหมัน ในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งอาศัยธรรมชาติการไหลของสายน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทำให้สามารถดึงน้ำจากที่ต่ำขึ้นไปยังที่สูงกว่าได้เพื่อใช้ผันน้ำเข้าสู่แปลงนา

ภูมิปัญญานี้ไม่เพียงแต่เป็นเทคโนโลยีพื้นบ้านด้านการจัดการน้ำ ที่สะท้อนให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังทำให้เห็นความสัมพันธ์ของคนกับคนในมิติต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องระบบเครือญาติในการเข้าใช้สิทธิ์การทำและใช้พัดทดน้ำ โดยเฉพาะใน บ้านนาหมูม่น ตำบลนาดี เป็นชุมชนที่มีการสืบทอดภูมิปัญญาด้านการจัดการน้ำดังกล่าวมาหลายชั่วอายุคนจนถึงปัจจุบัน

แม้พัดทดน้ำจะมีความสำคัญและผูกพันกับวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนมานาน แต่จากความขัดแย้งของชุมชนในมุมมองความเห็นที่ต่างกัน

สำหรับอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย แห่งนี้มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “เมืองแอ่งกระทะ” เนื่องจากภูมิประเทศของอำเภอที่ตั้งอยู่ในหุบเขา มีลุ่มน้ำหมันเป็นแม่น้ำสายหลักระยะทางยาว 65 กิโลเมตร ไหลผ่านชุมชนจากเหนือจรดใต้ ทำให้เกิดน้ำไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายเป็นประจำทุกปี ปีละ 4 ครั้งตั้งแต่ต้นฤดูฝนจนถึงต้นฤดูหนาว

ด้วยเหตุนั้นทำให้ชุมชนเกิดความขัดแย้งและแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชื่อว่าสาเหตุน้ำท่วมมาจากพัดทดน้ำ เนื่องจากส่วนประกอบหนึ่งของพัดทดน้ำที่เรียกว่า “หลักหร่วย” ไปกีดขวางการไหลของน้ำในยามน้ำหลาก น้ำจึงระบายได้ช้าและเอ่อเข้าท่วม นำมาสู่ความคิดการรื้อถอนพัดทดน้ำ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าปัญหาน้ำท่วมมาจากการพังทลายของหน้าดิน ที่เกิดจากการทำไร่บนพื้นที่สูง ซึ่งพัดเอาเศษไม้ ทราย และดินตะกอนลงมาทำให้ลำน้ำหมันตื้นเขิน

ความขัดแย้งดังกล่าวจึงได้นำมาสู่การจัดทำประชาคมเรื่องพัดทดน้ำในปี 2522 เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม และเกิดการขุดลอกลำน้ำหมันโดยโครงการจากหน่วยงานภาครัฐ ทำให้ระบบนิเวศลำน้ำหมันเปลี่ยนแปลง

จุดเปลี่ยนดังกล่าวส่งผลให้พัดทดน้ำที่เคยมีอยู่กว่าร้อยตัวตลอดเส้นลำน้ำหมันลดลง และที่บ้านนาหมูม่น จากเดิมที่เคยมีพัดทดน้ำกว่า 50 ตัวตามแนวลำน้ำหมันระยะทาง 4-5 กิโลเมตรที่ไหลผ่านหมู่บ้าน ปัจจุบันกลับมีเพียง 13 ตัว กลายเป็นหมู่บ้านแห่งเดียวที่ยังคงมีพัดทดน้ำเหลืออยู่มากที่สุดในอำเภอด่านซ้าย

จากจำนวนพัดทดน้ำที่ลดลง ทำให้ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมีความเป็นห่วงอนาคตพัดทดน้ำ ที่อาจสูญหายไปจากแม่น้ำหมันตลอดกาล จนกระทั่งในปี 2557 ซึ่งทีมนักวิจัยได้เข้าสำรวจและพบกับปัญหาดังกล่าว จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำโครงการ “พัดทดน้ำ” เพื่อรื้อฟื้นเทคโนโลยีด้านการจัดการน้ำ ขึ้น ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้การทำพัดทดน้ำ และแนวทางการส่งเสริมพลังงานทางเลือกในการจัดการน้ำที่ประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

รศ.ดร.เอกรินทร์ พึ่งประชา จากภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยถึงความน่าสนใจของงานวิจัยนี้ว่า การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศลุ่มน้ำหมัน ลำน้ำตื้นเขิน เกิดน้ำท่วมพื้นที่เกษตรและชุมชนเมืองเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูฝน ตลอดช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมองว่าหลักหร่วยที่ตั้งขวางทางไหลของน้ำ คือสาเหตุหลักทำให้เกิดน้ำท่วม นำมาสู่ความขัดแย้งของคนในชุมชน

ทว่าภายหลังผลการศึกษาวิจัยกลับพบว่า สาเหตุที่ทำให้พัดทดน้ำลดน้อยลงนั้น แท้จริงแล้วมาจากหลายปัจจัย และหนึ่งในนั้นคือการเข้ามาของเครื่องสูบน้ำ รวมถึงโครงการขุดลอกน้ำหมันของภาครัฐเมื่อปี 2552 ที่ขาดการศึกษาถึงผลกระทบ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศสายน้ำหมัน เส้นทางน้ำเปลี่ยน และวังปลาที่เคยเป็นที่หากินของสัตว์น้ำหายไป

“การศึกษาพบว่าพัดทดน้ำไม่ได้เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างที่ชาวบ้านเข้าใจ โดยสามารถพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้ปัจจุบันจะมีการใช้พัดทดน้ำลดลงไปเป็นจำนวนมาก แต่ยังคงเกิดปัญหาน้ำท่วมเหมือนเดิมและพื้นที่เกษตรยังคงได้รับความเสียหายเหมือนเดิม ที่สำคัญยังพบว่าวิกฤตลำน้ำหมันกลับมีมากขึ้น เพราะระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ลำน้ำตื้นเขิน กระแสน้ำหลากมีความรุนแรงขึ้น ซึ่งจากผลงานวิจัยทำให้ปัจจุบันปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวของชุมชนจึงเริ่มคลี่คลายมากขึ้น” หัวหน้าโครงการรายนี้อธิบาย

รศ.ดร.เอกรินทร์อธิบายเพิ่มว่าระบบนิเวศลุ่มน้ำหมันส่งผลต่อวิถีการดำเนินชีวิตของคนด่านซ้าย และส่งผลอย่างยิ่งต่อภูมิปัญญาพัดทดน้ำตั้งแต่บ้านด่านซ้ายถึงบ้านปากหมัน โดยเฉพาะบ้านนามูม่นซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มหุบเขาตอนปลายลำน้ำหมัน มีแม่น้ำหมันไหลผ่าน แต่มีพื้นที่เก็บกักน้ำน้อย และมีการไหลของน้ำอย่างรวดเร็ว เกิดปัญหากัดเซาะหน้าดินได้ง่าย

แม้พื้นที่จะมีภาวะเปราะบางที่มักได้รับผลกระทบโดยตรงคือ เกิดน้ำท่วมเมื่อยามน้ำหลาก และเกิดภัยแล้งเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง แต่ด้วยสภาพพื้นที่ที่มีระดับตลิ่งที่สูงจากลำน้ำไม่มากนัก อีกทั้งยังมีกอไผ่ขึ้นอยู่ริมตลิ่งบางช่วง และมีพื้นที่เกษตรที่ไม่ต่างระดับจากลำน้ำมาก จึงเป็นกายภาพที่เหมาะต่อการสร้างพัดทดน้ำ ทำให้พัดทดน้ำบ้านนาหมูม่นยังคงเหลืออยู่ ขณะที่พัดทดน้ำในหมู่บ้านอื่นๆ แทบหายไป เพราะนิเวศที่ไม่เอื้ออำนวย

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปัจจัยต่างๆ เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น หลายอย่างถูกปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของสภาพแวดล้อม ซึ่งผลการศึกษาพบว่า สาเหตุที่ทำให้พัดทดน้ำลดลง เกิดจากวิธีคิดและมุมมองหรือทัศคติต่อพัดทดน้ำของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงไป การหันมาใช้เครื่องสูบน้ำมากขึ้น การผันผวนของกระแสน้ำ การแบ่งที่ดินทางการเกษตรเป็นแปลงเล็กๆ ทำให้หลายพื้นที่ที่ไม่ติดลำน้ำ ผลกระทบจากความขัดแย้งของกลุ่มคนที่ทำพัดทดน้ำกับกลุ่มที่ประสบปัญหาน้ำท่วม  ผลกระทบจากการขุดลอกลำน้ำหมัน ทำให้ระบบนิเวศลำน้ำหมันเปลี่ยนไป บางพื้นที่เปลี่ยนไปจนไม่เอื้อต่อการสร้างพัดทดน้ำ ส่งผลให้หลายหมู่บ้านต้องเลิกการทำพัด  ยังคงเหลือเพียงไม่กี่หมู่บ้านที่ยังคงสืบสานต่อเช่นบ้านนาหมูม่น

ด้าน พยุง สิงห์สถิต ในฐานะปราชญ์ชาวบ้านด้านการทำพัดทดน้ำบ้านนาหมูม่น มองว่าพัดทดน้ำเป็นภูมิปัญญาที่คุ้มค่า เพราะเป็นกลไกที่สามารถนำน้ำขึ้นมาจากลำน้ำหมันได้ตลอดเวลา มีคุณประโยชน์ต่อการทำเกษตรที่ไม่ต้องสิ้นเปลือง และให้ปริมาณน้ำมากกว่าการใช้เครื่องสูบน้ำ เพราะพัดที่หมุนตลอดเวลาตามแรงกระแสของน้ำ รวมถึงการทำพัด 1 ครั้ง ก็สามารถใช้งานได้ในระยะเวลายาวนานเป็นปี

สอดคล้องกับ จัด สิงห์สถิต ที่ยืนยันว่าจะยังคงใช้พัดทดน้ำในการเกษตรต่อไป เพราะประหยัดทั้งพลังงาน ค่าใช้จ่าย และประหยัดเวลาในการดูแลได้ดีกว่าการใช้เครื่องสูบน้ำ จึงไม่อยากให้หายไป และมีแนวคิดที่จะสอนวิธีการทำพัดทดน้ำให้รุ่นลูกรุ่นหลานทำต่อไป

ขณะที่นักวิจัยท้องถิ่นอย่าง คุณารักษ์ มณีนุษย์ ยอมรับว่า ภาพแรกที่ได้เห็นพัดทดน้ำนั้นทำให้รู้สึกถึงคุณค่าของชุมชนแห่งนี้ เพราะนอกจากทำให้ได้เรียนรู้ถึงวิถีการทำนาและการปลูกผักของชุมชนแล้ว ยังทำให้ได้เรียนรู้ถึงความหมายของคำว่าหมุน คือเมื่อไรที่พัดทดน้ำหมุน นั่นหมายถึงการเริ่มต้นของชาวนาในการปลูกข้าว ทำให้รู้สึกได้ว่านี่คือบ้าน จึงเป็นที่มาของคำว่า “พัดทดน้ำ ประติมากรรมมีชีวิต”

เมื่อประกอบกับเป็นหมู่บ้านที่มีรากวัฒนธรรมมายาวนาน ดังนั้นเพื่อรักษาฐานทรัพยากรน้ำและสืบสานเทคโนโลยีพื้นบ้านด้านการจัดการน้ำของชุมชน รวมถึงการอนุรักษ์พัดทดน้ำที่เหลืออยู่ในอำเภอด่านซ้ายให้มากที่สุด จึงเกิดการชักชวนกลุ่มผู้ทำพัดทดน้ำ พัฒนาจนเป็นเครือข่ายจากกลุ่มคนท้องถิ่นและภาคส่วนต่างๆ ร่วมกันขับเคลื่อน

ในที่สุดก็ได้มีการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการพัดทดน้ำบ้านนาหมูม่น” ในเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 โดยใช้ยุ้งข้าวเก่าของหมู่บ้านเปิดเป็นพื้นที่เรียนรู้ จัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมที่นำเสนอเรื่องราวของพัดทดน้ำในมิติต่างๆ รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีการทำนาและการปลูกผักของคนนาหมูม่นให้แก่คนทั่วไป

“ด้วยอาชีพหลักของชาวบ้านบ้านนาหมูม่น คือ การทำเกษตร มีการทำนา 2 รอบ นาปีและนาปรัง และพืชไร่ต่างๆ การใช้น้ำของชาวบ้านจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อการเกษตรเป็นหลัก และต้องอาศัยน้ำหมันในการทำเกษตรตลอดทั้งปี ในอดีตผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่าสภาพลุ่มน้ำหมันที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก เมื่อก่อนร่องน้ำหมันมีความลึกกว่า 6 เมตร คนไม่สามารถเดินลงแม่น้ำได้เพราะทางที่ชันและลึก จึงต้องทำใบพัดขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 14 เมตร ซึ่งใหญ่มาก ลองนึกภาพพัดทดน้ำในตอนนั้นว่าจะสูงขนาดไหน แต่ปัจจุบันขนาดของใบพัดลดลงเหลือเพียง 5-7 เมตร เพราะลำน้ำตื้นเขิน เห็นได้ชัดหลังจากปี 2552 ที่ได้มีการขุดลอกลำน้ำหมัน ส่งผลให้เกิดวิกฤติลำน้ำหมันขึ้น” เธอฉายภาพสถานการณ์

ปัจจุบันแม้สถานการณ์การใช้พัดทดน้ำของชาวบ้านในหมู่บ้านนาหมูม่น จะมีทั้งผู้ที่เลิกใช้ไปแล้ว ผู้ที่ยังใช้อยู่ และผู้ที่จะกลับมาใช้อีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ที่สุดแล้วชาวบ้านส่วนใหญ่ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือเห็นคุณค่าของพัดทดน้ำ และอยากให้อนุรักษ์ไว้ต่อไป แม้การทำพัดทดน้ำจะหาวัสดุอุปกรณ์ในการทำลำบาก แต่หากมีโอกาสและปัจจัยที่เอื้ออำนวยก็จะกลับมาทำพัดทดน้ำอีกครั้ง

เพราะพัดทดน้ำบ้านนาหมูม่น เกิดจากการปรับตัวและการเรียนรู้การจัดการน้ำของชุมชน เปรียบเสมือนเป็น “พื้นที่วัฒนธรรม” ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะ และมีความสำคัญต่อวิถีการทำเกษตร ตลอดจนความผูกพันกับวิถีชีวิตของคนในชุมชนมาอย่างยาวนาน

- Advertisement -