‘ภูฏาน’ เป็นประเทศแรกและประเทศเดียวของโลก ที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนเท่ากับศูนย์

ฟังไม่ผิดหรอกว่า ประเทศภูฏาน มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับศูนย์ และไม่ใช่แค่มีสภาพการปล่อยคาร์บอนที่เป็นกลาง (carbon-neutral) เท่านั้น แต่ยังติดลบ (carbon-negative) อีกด้วย

สาเหตุง่ายๆ ก็คือประเทศนี้มีปริมาณป่าไม้ที่ปล่อยออกซิเจนมากกว่าปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาปีละ 1.1 ล้านตัน อีกทั้งยังส่งออกกระแสไฟฟ้าจากพลังงานที่หมุนเวียนขายให้กับอินเดียอีกด้วย จึงทำให้ภูฏานมีปริมาณปล่อยคาร์บอนติดลบ

ขณะเดียวกันหากภูฏานยังผลิตและส่งออกพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในอัตรานี้ต่อไป ภายในปี 2020 ภูฏานจะมีส่วนช่วยโลกลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 17 ล้านตันในแต่ละปี (1)

เป็นเรื่องน่าทึ่งที่ประเทศเล็กๆ ขนาดเท่ากับ จ.อุบลราชธานี กลับสามารถช่วยโลกได้อย่างมากมายมหาศาล ตรงกันข้ามกับประเทศมหาอำนาจบางประเทศที่หันหลังให้กับความตกลงปารีส และยังเดินหน้าทำลายสิ่งแวดล้อมโลกต่อไป ด้วยข้ออ้างว่า เพื่อสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน

แต่ภูฏานทำให้เห็นแล้วว่า ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไม่ได้วัดกันที่ GDP เท่านั้น แต่ต้องวัดกันที่สวัสดิภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งคำนวณไม่ได้ด้วยตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว อีกทั้งมูลค่าแฝงของ GDP นั้นเลวร้ายมาก เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย หมายถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนปริมาณมหาศาลด้วย

แน่นอนว่า เมื่อพิจารณาจากตัววัดความเจริญก้าวหน้าแบบสากล ภูฏานเป็นประเทศที่อยู่รั้งท้ายตารางในหลายดัชนี อีกทั้งดัชนีความสุขมวลรวม หรือ GNH ที่ภูฏานใช้เป็นมาตรวัดความสำเร็จของตัวเอง ยังถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือ และความเป็นสากล

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศที่มีประชากรเพียง 750,000 คน คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะมุ่งผลักดันกรอบการพัฒนาแนวใหม่ แม้ว่าโลกจะไม่เดินทางตามภูฏาน แต่ภูฏานคงหวังว่าจะเป็นตัวอย่างให้ตระหนักได้ก็ยังดี

คำถามก็คือ แม้ภูฏานจะเป็นประเทศแนวหน้าในการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ด้วยความที่ด้อยพัฒนาในหลายด้าน (ตามมาตรวัดสากล) หลายคนคงสงสัยว่าชาวภูฏานคงไม่ได้ใช้ชีวิตแบบคนยุคหินหรือมนุษย์ยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมกันเลยหรือ ถึงได้มีคาร์บอนเพียงน้อยนิด?

คำตอบของคำถามนี้มีอยู่ 2 ระดับ ระดับแรกคือนโยบายของภาครัฐที่อิงกับความยั่งยืน และระดับที่ 2 คือวิถีชีวิตที่อิงกับจิตวิญญาณของภูฏาน

ในส่วนของนโยบายภาครัฐ

นับตั้งแต่ปี 2009 รัฐบาลใหม่ผลักดันนโยบายหลายอย่างที่ทำให้ปริมาณคาร์บอนลดลงมหาศาล เช่น การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำ มีส่วนอย่างมากในการลดการเผาผลาญพลังงานฟอสซิล, มีความร่วมมือกับบริษัทรถยนต์ชั้นนำของโลก คือ Nissan  เพื่อส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า, รัฐบาลลดราคารถพลังงานไฟฟ้าและผันงบประมาณอุดหนุนราคาหลอดไฟฟ้าประหยัดพลังงาน, มีการตั้งเป้าเป็นรัฐบาลปลอดกระดาษในอีกไม่นาน, มีการลงนามข้อตกลงที่กำหนดว่าปริมาณป่าไม้ของประเทศจะต้องไม่น้อยกว่า 60% ของพื้นที่ทั้งประเทศ และเพื่อรักษาพื้นที่ป่า รัฐบาลปล่อยกระแสไฟฟ้าให้ประชาชนในพื้นที่ชนบทได้ใช้ฟรี เพื่อลดการตัดไม้มาทำฟืน (2)

ในส่วนของภาคประชาชน

แน่นอนว่า ประชากรส่วนใหญ่ของภูฏานยังเป็นชาวชนบท แต่ก่อนต้องอาศัยการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อใช้ฟืนในการหุงต้มและให้ความอบอุ่น แต่เพราะความใจกว้างของรัฐที่ออกค่าไฟให้ฟรี ทำให้พวกเขาตัดไม้ทำลายป่าน้อยลง มีโอกาสได้เข้าถึงการคมนาคมขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ชาวภูฏานเข้าถึงความทันสมัย แต่เป็นภัยกับสิ่งแวดล้อมน้อยจนเหลือเชื่อ

ขณะเดียวกันพวกเขายังสามารถรักษาจิตวิญญาณของความเป็น “มนุษย์พรีโมเดิร์น” เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ไปพร้อมๆ กับการเป็น “มนุษย์โมเดิร์น”

ศาสนาเป็นองค์ประกอบก่อนความเป็นสมัยใหม่ที่ยังบทบาทสำคัญในชีวิตของชาวภูฏาน และมีส่วนอย่างมากในการสร้างสังคมที่อิงกับ “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” แทนที่จะอิงกับความมั่งคั่งแห่งชาติ

ในระยะหลังมีการศึกษาความเชื่อมโยงเกี่ยวกับหลักคำสอนทางพุทธศาสนากับจิตสำนึกการรักษาสิ่งแวดล้อมในภูฏานอยู่บ้าง เช่น ในหนังสือ The Oxford Handbook of Contemporary Buddhism ชี้ว่า รัฐบาลพยายามอย่างชัดเจนที่จะยกเครดิตให้กับพุทธศาสนา ในฐานะที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศ และชาวภูฏานเองก็มักจะยกหลัก “อิทัปปัจจยตา” หรือ ปัจจยาการ เป็นหลักธรรมที่อธิบายถึงการเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน หรือการที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น ซึ่งหมายความว่าในทัศนะของชาวภูฏาน สิ่งแวดล้อมและสรรพชีวิตทั้งหลายต่างพึ่งพาอาศัยกัน (3)

แต่สิ่งที่แสดงถึงความเกี่ยวโยงที่สุดระหว่างพุทธศาสนาการกับการมุ่งสู่ความเป็นประเทศไร้คาร์บอน ก็คือ นิยามของ “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” ที่สรุปไว้โดยสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเจ วังชุก อดีตกษัตริย์ภูฏานผู้เป็นพระราชบิดาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน และทรงเป็นผู้ริเริ่มการปฏิรูปต่างๆ ในประเทศ

ทรงกล่าวว่า

“ตามหลักพุทธศาสนาและปรัชญาที่มีอยู่ก่อนพุทธศาสนา (ลัทธิเพิน – อธิบายโดยผู้เขียน) เชื่อว่าในบรรดาภูเขา, แม่น้ำ, ลำธาร, ก้อนหิน และดินของภูฏานมีวิญญาณสิงสถิตอยู่ และเชื่อกันว่ามลภาวะและการรบกวนใดๆ ก็ตาม เป็นสาเหตุของความตายและโรคภัยต่อวิญญาณเหล่านั้น การที่ชาวพุทธเคารพต่อสรรพชีวิตต่างๆ ทำให้มีการปรับใช้ยุทธศาสตร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมของชาติสามารถสร้างขึ้นจากรากฐานที่มั่นคงนี้ได้ และสิ่งนี้ รวมถึงเป้าหมายของพุทธศาสนาการทำกรรมใดๆ ในชาตินี้ย่อมจะส่งผลต่อผลกรรมดีกรรมชั่วในชาติต่อไป กลายเป็นแรงขับเคลื่อนอันทรงพลังต่อหลักการในการสร้างความยั่งยืนด้านทรัพยากรของภูฏาน” (4)

นอกจากรัฐบาล และวิถีการดำรงชีวิตของประชาชนแล้ว สถาบันพระมหากษัตริย์ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พระมหากษัตริย์ของภูฎานทรงเป็นทั้งประมุขในทางการเมือง และเป็นผู้นำศาสนาพุทธวัชรยานนิกายดรุกปะ ดังนั้นจึงทรงเป็นแรงขับเคลื่อนทั้งในทางนโยบายและในด้านวิตวิญญาณในการสร้างภูฏานสีเขียว นอกจากนี้สถาบันพระมหากษัตริย์ยังริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนด้วย เช่นโครงการ  The Clean Bhutan และโครงการ Green Bhutan

จากเป้าหมายของ The Clean Bhutan จะพบว่า นับจากนี้ภูฏานจะไม่ได้มุ่งหวังแค่ลดการปล่อยคาร์บอนเท่านั้น แต่ภายในปี 2030 ยังจะเป็นประเทศที่มีของเสียเป็นศูนย์ หรือ Zero Waste Bhutan อีกด้วย