ก้าวช้าๆ ที่ยังไม่ชัวร์ กับความคืบหน้าตามมติ COP24

ระหว่างวันที่ 2 – 15 ธันวาคม 2018 เมืองคาโตวิเช ประเทศโปแลนด์ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก หรือ 2018 United Nations Climate Change Conference ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 24 ตามกรอบอนุสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของสหภาพอากาศโลก หรือ COP24 นับเป็นการประชุมใหญ่ครั้งที่ 2 หลังจากสหรัฐอเมริกาประกาศถอนตัวจากความตกลงปารีสท่ามกลางความผิดหวังของชาวโลก เพราะการถอนตัวของมหาอำนาจระดับแถวหน้าจากความพยายามลดปัญหาโลกร้อน เท่ากับทำให้ความหวังที่จะแก้ปัญหาพลอยริบหรี่ลงไปด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก (14.3%) รองจากจีน (29.5%) (1) แต่โชคดีที่จีนยังคงยึดมั่นกับความตกลงปารีส และกลายเป็นหนึ่งในแกนนำเพื่อปรับใช้ข้อตกลงลดภาวะโลกร้อน ถึงขนาดที่จีนรับเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับเตรียมงานหลายวาระ เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ก่อนที่การประชุมใหญ่ที่คาโตวิเชจะเริ่มขึ้น (2)

ผลของการประชุมที่คาโตวิเช คือ ประเทศสมาชิกจะพร้อมใจกันปรับใช้นโยบายตามความตกลงปารีส ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2020 เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน ส่วนประเด็นที่มีความซับซ้อนที่ยังไม่อาจลงรอยกันได้ จะโยกไปหารือกันต่อในการประชุมครั้งนี้ เช่น การเพิ่มขีดความสามารถในการลดคาร์บอนให้มากขึ้น และการให้เงินช่วยเหลือประเทศที่ยากจนในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วการประชุม COP24 ถือว่ามีความคืบหน้าอย่างมาก เป็นแรงผลักดันให้ประชาคมโลกมีขวัญกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง หลังการถอนตัวของสหรัฐอเมริกา

หนึ่งในความคืบหน้าสำคัญคือการผ่าน “คำประกาศซีเลเซีย” (Silesia declaration) ซึ่งมุ่งเน้นการใช้มาตรการการลดก๊าซคาร์บอนไปพร้อมๆ กับลดผลกระทบต่อแรงงานในภาคอุตสาหกรรม เพราะการลดการปล่อยก๊าซย่อมจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต และแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำประกาศนี้เป็นเครื่องรับประกันว่า แรงงานในภาคอุตสาหกรรมจะได้รับการเปลี่ยนผ่านไปสู่งานที่ดีและมีคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานในภาคการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหิน อย่างในโปแลนด์ (ซึ่งมีชื่อเดิมคือ ซีเลเซีย) ต้องพึ่งพาพลังงานจากการเผาถ่านหินถึง 80% ผู้นำโปแลนด์จึงเป็นตัวตั้งตัวตีสำคัญของคำประกาศนี้ (3)

นอกจากคำประกาศซีเลเซียแล้ว ผู้นำโปแลนด์ในฐานะเจ้าภาพการประชุม ยังประกาศนโยบาย “ป่าเพื่อสภาพอากาศ” เพื่อย้ำความสำคัญของผืนป่าในการลดปัญหาโลกร้อน โดยโปแลนด์ต้องการแสดงให้ประเทศอื่นๆ เห็นว่าการบรรลุความสมดุลระหว่างการปล่อยก๊าซและการกำจัดการปล่อยก๊าซ ต้องใช้ทางออกที่เป็นนวัตกรรมในด้านการจัดการป่าไม้และกระบวนการธรรมชาติของการดูดซับ CO2 โดยผืนดินและป่าไม้

นั่นคือโครงการปลูกป่า GHG ซึ่งการวิจัยทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการปลูกต้นไม้ชนิดที่เหมาะสม จะทำให้ป่าสามารถดูดซับ CO2 เพิ่มขึ้น และช่วยลดอัตราการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกได้ตามที่คาดหวังกันไว้ (4)

ก่อนที่จะเสนอแนวทางดังกล่าว โปแลนด์ได้ทำเป็นตัวอย่างมานานหลายปีแล้ว โดยพื่นที่ป่าไม้ของโปแลนด์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 1995 ถึงปี 2014 คิดเป็นอัตรา 5,040 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้ ภายใต้การดูแลของกระทรวงสิ่งแวดล้อม ยังมีการปลูกต้นไม้เพิ่มประมาณ 500 ล้านต้นทุกปี

นอกจากจีนจะเป็นประเทศที่กระตือรือร้นตระเตรียมการประชุมในระดับปฏิบัติการ และโปแลนด์จะเป็นหัวเรือใหญ่ผลักดันนโยบายใหม่ใน COP24 แล้ว หลายประเทศยังประกาศเจตนารมณ์ที่จะลงมือทำจริงๆ จังๆ ตามกรอบนี้ และมีหลายประเทศได้เริ่มลงมือทำแล้ว

เช่น ประเทศเยอรมนีบริจาคเงิน 70 ล้านยูโรให้กับกองทุน Adaptation Fund ส่วนฝรั่งเศส, สวีเดน, อิตาลี และสหภาพยุโรป บริจาคร่วมกันเพิ่มขึ้นเป็น 129 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่ง The Adaptation Fund หรือกองทุนเพื่อการปรับตัว เป็นกองทุนระหว่างประเทศที่ให้เงินทุนแก่โครงการที่มุ่งช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา เพื่อปรับตัวรับกับผลกระทบที่เป็นอันตรายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก จัดตั้งขึ้นตามพิธีสารเกียวโตของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) (5)

สหราชอาณาจักรประกาศว่าจะเพิ่มเงินอุดหนุน 100 ล้านปอนด์ สำหรับพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนในอนุภูมิภาคทะเลทรายซาฮาราและเงินทุนอีก 170 ล้านปอนด์เพื่อสนับสนุนการสร้างอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในสหราชอาณาจักรภายในปี 2040 (6)

นอกจากการประกาศเจตนารมณ์ของภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนยังร่วมแสดงเจตนารมณ์เพื่อลดโลกร้อนอย่างจริงจังด้วย เช่น Maersk บริษัทขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะกำจัดผลกระทบที่เกิดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั้งหมดภายในปี 2050 ส่วน Shell บริษัทน้ำมันชั้นนำของโลก จะทำการเชื่อมโยงเป้าหมายคาร์บอนระยะสั้นกับการจ่ายค่าตอบแทนผู้บริหาร โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2020 และธนาคารชั้นนำของโลก คือ ING, BBVA, BNP Paribas, Société Générale และ Standard Chartered ประกาศที่จะปรับพอร์ตการปล่อยเงินกู้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดคาร์บอน (7)

นี่เป็นส่วนหนึ่งของคำมั่นสัญญาและความคืบหน้า COP24 ที่แม้จะไม่มีความก้าวหน้าแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน แต่เป็นสัญญาณที่ดียิ่งในวันที่มหาอำนาจและประเทศใหญ่ๆ หลายชาติยังปฏิเสธสภาวะโลกร้อนว่าไม่เป็นอันตรายต่อมวลมนุษยชาติ