ไขวิกฤต PM2.5 เชียงใหม่…แนะขยายเมือง เพิ่มพื้นที่สีเขียว

ไขวิกฤต PM2.5 เชียงใหม่…แนะขยายเมือง เพิ่มพื้นที่สีเขียว

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน PM 2.5 ที่ปกคลุมที่ จ.เชียงใหม่ จนอยู่ภาวะวิกฤตต่อเนื่องร่วม 2 เดือน โดยไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาเบาบางลง

สถานการณ์หนักหนาสาหัสถึงขนาดมองไม่เห็นแม้แต่วัดพระธาตุดอยสุเทพ สัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ และเป็นแลนด์มาร์คของเมือง ซึ่งถือเป็นหมุดหมายแห่งการท่องเที่ยวสูงสุดของจังหวัดภาคเหนืออีกด้วย

แต่วันนี้เมืองเชียงใหม่กลับจมหายไปอยู่ใต้การปกคลุมของฝุ่นละออง PM 2.5 โดยไม่รู้ว่าจะร้องหาความช่วยเหลือจากใคร

วิกฤตหมอกควันในพื้นที่เชียงใหม่ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่สุขภาพประชาชนเท่านั้น แต่กำลังทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโดยรวมให้ค่อยๆ ย่อยยับด้วย ดังนั้นคำถามใหญ่ในวันนี้จะทำอย่างไรให้คนที่อาศัยอยู่ในเชียงใหม่ได้อากาศบริสุทธิ์กลับคืนมา

รศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แนะการแก้ไขปัญหาไว้อย่างน่าคบคิดว่า สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่ จ.เชียงใหม่ เกิดมาจาก 4 ปัจจัยร่วมกัน คือ 1.แหล่งกำเนิดที่ก่อให้เกิดมลพิษฝุ่นละออง มีสาเหตุหลักจากการเผาในที่โล่ง 2.สภาพอากาศฝนตกน้อยอากาศแล้งเป็นตัวการทำให้เกิดฝุ่นละออง ยิ่งช่วงที่ผ่านมาอากาศร้อนที่กดทับชั้นบรรยากาศทำให้ฝุ่นควันสะสมในพื้นที่ ประกอบกับในช่วงสภาพอากาศในฤดูหนาวที่ชั้นความเย็นกดต่ำทำให้ฝุ่นไม่สามารถลอยสูงหรือระบายออกได้ 3.สภาพพื้นที่ภูเขาสูงโอบล้อมเป็นหุบเขา และ 4.จำนวนพื้นที่สีเขียวของเชียงใหม่นับวันน้อยลงไปเรื่อยๆ จนน่าเป็นห่วง

“หากเปรียบเทียบปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 กรุงเทพมหานครกับเชียงใหม่ ปัญหาย่อมแตกต่างกัน เริ่มที่แหล่งกำเนิดของฝุ่นละอองในเชียงใหม่ ต้นกำเนิดจากการเผาในที่โล่งและมักมาจากจังหวัดข้างเคียงอื่นๆ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน คือ เมียนมา ที่พัดฝุ่นควันข้ามเข้ามาสมทบ ขณะที่กรุงเทพฯ เจอปัญหาการจราจรติดขัดและการก่อสร้างกลางใจเมือง” รศ.ดร.พิสุทธิ์ ระบุ

รศ.ดร.พิสุทธิ์ กล่าวว่า ยิ่งสภาพอากาศของเชียงใหม่อยู่ในสภาพอากาศปิด ยิ่งทำให้เกิดการกักสะสมของฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่ ยิ่งสภาพพื้นที่ของจังหวัดแวดล้อมไปด้วยภูเขาสูงทำให้ฝุ่นละอองไม่ระบาย จึงมีโอกาสกลับมาสะสมจนสูงได้อีก ดังนั้นในการแก้ปัญหาต้องเริ่มที่ต้นกำเนิด คือ จัดการกับแหล่งกำเนิดของฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง สิ่งแรก คือ ต้องหยุดการเผาไหม้ในที่โล่งโดยต้องเจรจาพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้านแบบรัฐต่อรัฐ ขณะเดียวกันต้องหยุดการเผาในที่โล่งในช่วงฤดูแล้ง ไม่ว่าในพื้นที่ป่า หรือพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อทำให้ปริมาณการเกิดฝุ่นควันสะสมจนมีค่าฝุ่นละอองที่เกินมาตรฐานได้ลดลง

“การเผาไหม้ในที่โล่ง อาทิ เผาไร่ หรือแม้แต่การเผาไหม้ทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ต้องหยุด เพราะก่อให้มลพิษข้ามแดนเกิด PM 2.5 ไม่น้อยกว่า 30 – 40% เลยทีเดียว” รศ.ดร.พิสุทธิ์ กล่าว

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาถัดมา คือ ควรเน้นเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพราะแนวโน้มพื้นที่สีเขียว ของเชียงใหม่ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แม้ปัจจุบันจะอยู่ในเกณฑ์ดีคิดเป็น 9 ตรม.ต่อคน ขณะที่ค่ามาตรฐานควรเพิ่มเป็น 10 ตรม.ต่อคน หรือเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ ยิ่งดี จึงควรปลูกพืชตระกูลใบให้มากขึ้นเพื่อช่วยดูดซับดักจับและฟอกอากาศจากฝุ่นละออง

แม้ตามเกณฑ์พื้นที่สีเขียวขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุให้สัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากร 1 คน คือ 9 ตร.ม. แต่กรุงเทพฯ กลับน่าเป็นห่วงยิ่งกว่า นั่นเพราะมีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวเพียง 3 ตร.ม.ต่อคนเท่านั้น ดังนั้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเป็นมาตรการที่ต้องเร่งทำในวันนี้ เพราะในอนาคตจะช่วยบรรเทาปัญหา PM 2.5 ให้เบาบางลงได้ ไม่เช่นนั้นเชียงใหม่จะเป็นเหมือนกรุงเทพฯ เพราะปัจจุบันมีปัญหาการจราจรหนาแน่นติดขัดอย่างมากเช่นเดียวกัน

ดังนั้นทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนต้องช่วยกัน โดยเฉพาะภาครัฐควรมุ่งไปที่การปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นเบนซิน หรือหากเป็นไปได้ควรปรับจากยูโร 4 เป็นยูโร 5 ซึ่งจะช่วยลดกำมะถันลง ลดฝุ่น PM2.5 ลงได้

“วันนี้เครื่องยนต์รถเก่าควรเปลี่ยนเป็นรถใหม่ แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ถือเป็นนโยบายระยะยาว เพราะสภาพการจราจรเชียงใหม่ติดขัดอย่างหนัก สถานการณ์แย่มากขึ้นทุกวันๆ อีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 คือ หากรถยิ่งวิ่งช้าลงๆ หรือ ติดแบบไม่เคลื่อนไหวย่อมเป็นตัวการก่อกำเนิดฝุ่น PM 2.5 สะสมมากขึ้นๆ ดังนั้นต้องทำให้รถวิ่งได้ไหลลื่น โครงข่ายการจราจรต้องไม่ติดขัด” รศ.ดร.พิสุทธิ์ กล่าว

อาจารย์จากจุฬาฯ ย้ำว่า หากจะทำให้เชียงใหม่ได้บริสุทธิ์คืนมา ต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมถึงการพัฒนาผังเมือง กล่าวคือ ต้องขยายเมืองออกไปรอบนอกหรือชานเมือง เพื่อไม่ให้การจราจรติดขัด หรือเกิดการกระจุกตัวของสิ่งปลูกสร้าง นั่นคือ แนวทางแก้ปัญหา PM2.5 ในระยะยาว รวมถึงการจะทำให้การจราจรไหลลื่น เช่น การจอดรถริมทางเท้าที่เป็นต้นเหตุทำให้รถติด เจ้าหน้าที่รัฐต้องจริงจัง หรือส่งเสริมนโยบาย “คาร์พูล” ตลอดจนทำอย่างไรให้คนเชียงใหม่หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

“ต้องพูดคุยเรื่องนี้กันให้มากๆ เกี่ยวกับโครงข่ายขนส่งสาธารณะ นี่คือเรื่องเร่งด่วน เพื่อช่วยทำให้การใช้รถยนต์ส่วนตัวลดลง แม้แต่การใช้รถวันคู่วันคี่เช่นกัน ต้องจุดประกายเรื่องเหล่านี้ให้ประชาชนได้ตระหนักเข้าใจและร่วมมือกัน หากทำเช่นนี้ได้ คนเชียงใหม่จะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มปอด และได้ยลโฉมความงดงามของวิวทิวทัศน์พระธาตุดอยสุเทพได้เต็มตาอีกครั้งและตลอดไป” อาจารย์วิศวะ จุฬาฯ กล่าว

 , ,