เพิ่มมูลค่า ‘ทรัพยากรน้ำ’ เพื่อเป้าหมายลดการใช้น้ำในปี 2570

‘ทรัพยากรน้ำ’ สำคัญกับทุกการดำเนินชีวิตของผู้คนทั่วโลก ไปจนถึงธรรมชาติที่จำเป็นต่อการหล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง ทว่าปัจจุบันปัญหาด้านทรัพยากรน้ำกลับเสื่อมถอยลงเรื่อยมา พิสูจน์ได้จากสิ่งที่ปรากฏผ่านหน้าสื่อต่างๆ หรือแม้แต่การสัมผัสเองจากสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำคลองที่เน่าเสีย หรือปริมาณน้ำที่น้อยลง ทั้งที่เกิดจากภัยพิบัติหรือฝีมือมนุษย์เองก็ตาม

ภายใต้ร่างแผนแม่บทของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในประเด็นที่ 19 ได้บรรจุเรื่องการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ (พ.ศ.2561-2580) ซึ่งในเรื่องนี้ ปิยธิดา เรืองรัศมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนว่า เป้าหมายของยุทธศาสตร์น้ำแห่งชาติ คือต้องการที่จะลดความเสียหายในภาพรวมอีก 20 ปีข้างหน้า โดยจะทำอย่างไรให้ความเสียหายที่เกิดจากน้ำลดลงได้ครึ่งหนึ่ง ซึ่งในแต่ละส่วนจะมีความเปราะบางที่มากน้อยแตกต่างกัน

ทั้งนี้ ได้มีการตั้งตัวชี้วัดและแนวทางการพัฒนาทรัพยากรน้ำด้วยแผนย่อย 3 แบบ ประกอบด้วย 1.แผนย่อยพัฒนาการจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำทั้งระบบเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ 2.แผนย่อยเพิ่มผลผลิตภาพของน้ำทั้งระบบในการใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า และสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้น้ำให้ทัดเทียมกับระดับสากล 3.แผนย่อยอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศ

สำหรับการประเมินความมั่นคงด้านน้ำ ได้มีการศึกษาเบื้องต้นภายใต้กรอบ Asian Water Development Outlook (AWDO) 2016 ที่ได้ประเมินระดับจังหวัดและระดับลุ่มน้ำ ในกรอบการประเมิน 5 มิติ ได้แก่ 1.คุณภาพน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค 2.ทรัพยากรน้ำเพื่อการพัฒนา โดยการใช้ทรัพยากรน้ำในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคพลังงาน 3.การใช้ทรัพยากรน้ำเพื่อการพัฒนาเมือง 4.ทรัพยากรน้ำเพื่อสิ่งแวดล้อม และ 5.ความสามารถในการฟื้นตัวจากภัยพิบัติ

จากผลการศึกษาในระดับประเทศ พบว่าคะแนนประเมินของประเทศไทยอยู่ใน “ระดับปานกลาง”

ปิยธิดา เรืองรัศมี

ปิยธิดา นำเสนอต่อไปว่า ตามผลสำรวจนั้นได้แยกพื้นที่นอกเขตเทศบาล (ชนบท) และในเขตเทศบาล (เมือง) พบว่าร้อยละการเข้าถึงประปาของหมู่บ้าน เกือบจะครบ 100% แต่ประเด็นที่ยังต้องดำเนินการ คือเรื่องการบำรุงรักษาและดูแลเรื่องคุณภาพระบบประปา รวมถึงปริมาณน้ำเสียที่ได้รับการบำบัดยังเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำเสีย

สราวุฒิ ชีวะประเสริฐ รักษาการที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ระบุว่า แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ผ่านมาในอดีตยังมีข้อบกพร่องอยู่หลายส่วน คือขาดการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะมีข้อมูลการวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ไม่เพียงพอต่อการกำหนดเป้าหมาย โดยบางหน่วยงานไม่มีแผนแม่บทและทิศทางที่ชัดเจน ทั้งยังขาดการเชื่อมโยงกับนโยบายประเทศด้านต่างๆ แผนงานเดิมจึงไม่ตอบสนองนโยบายประเทศ และขาดการสื่อสารทำความเข้าใจต่อแผนแม่บทระหว่างหน่วยงาน

เขาชี้ว่า เป้าประสงค์ในการจัดการแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี จำเป็นต้องทำร่วมกันหลายมิติ คือ 1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค โดยกำหนดไว้ว่าประปาหมู่บ้านต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานให้ได้ภายในปี 2573 พร้อมทั้งขยายเขตประปา สำรองน้ำต้นทุนรองรับเมืองหลัก การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจอื่นๆ ที่สำคัญ อีกทั้งการใช้น้ำต่อประชากรต้องไม่เพิ่มขึ้น และมีอัตราลดลงในอนาคต คือปี 2570 ประชาชนต้องช่วยกันประหยัดน้ำ

2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต โดยการพัฒนาแหล่งกักน้ำและระบบส่งน้ำให้เต็มศักยภาพ พัฒนาแหล่งน้ำทางเลือกสนับสนุนพื้นที่สำคัญ และการจัดหาน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝนลดความเสี่ยงหรือความเสียหายในพื้นที่วิกฤต 50% ซึ่งพื้นที่ในส่วนนี้ยังไม่สามารถแยกแยะพื้นที่ได้ รวมถึงการเพิ่มผลิตภาพและปรับโครงสร้างการใช้น้ำ

3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ทำผังน้ำบังคับใช้ในผังเมืองรวม หรือจังหวัดทุกลุ่มน้ำ ช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่วิกฤตหรือในเมืองหลัก 60% และเพิ่มประสิทธิภาพการปรับตัวและเผชิญเหตุในพื้นที่น้ำท่วม 4.การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ลดการเกิดน้ำเสียที่แหล่งกำเนิดของชุมชนในเขตเมือง รักษาสมดุลของระบบนิเวศลุ่มน้ำหลัก ซึ่งส่วนนี้คือแนวคิดใหม่ที่นำเข้ามาจัดการ การนำน้ำเสียที่บำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ พร้อมทั้งฟื้นฟูแม่น้ำ ลำคลอง และแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความสำคัญ

5.การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ การจัดการป่าต้นน้ำให้ได้รับการฟื้นฟู โดยการฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม จำนวน 3.5 ล้านไร่ การชะลอน้ำหลากและป้องกันการเกิดการชะล้างและการพังทลายของดินในพื้นที่ทำการเกษตรพื้นที่ลาดชัน ชั้น 1,2 จำนวน 1.45 ล้านไร่ ชั้น 3,4,5 จำนวน 22 ล้านไร่ 6.การบริหารจัดการด้านต่างๆ โดยการปรับปรุงกฎหมายน้ำที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย การจัดตั้งองค์กรการบริหารจัดการ การจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต และแผนการจัดสรรน้ำ จัดการด้านความร่วมมือหรือแผนปฏิบัติการระหว่างประเทศ การเชื่อมโยงระบบข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรเตือนภัย และการมีส่วนร่วมการจัดการน้ำชุมชน

สราวุฒิ ชีวะประเสริฐ

ในประเด็นนโยบายน้ำบนฐานธรรมาภิบาล แมน ปุโรทกานนท์ เลขานุการมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำรูปแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) มองว่า นโยบายน้ำคือนโยบายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่การกำหนดนโยบายในอดีตเหมือนเป็นคำประกาศหรือแถลงการณ์ของทางราชการเท่านั้น การนำไปปฏิบัติให้เกิดรูปธรรมยังมีน้อย

ทั้งนี้ เขาเห็นว่ากระบวนการกำหนดนโยบายน้ำต้องช่วยให้ผู้ตัดสินใจทางนโยบายสามารถนำไปปรับใช้อย่างมีเหตุผล โดยต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจในการวิเคราะห์สภาพการณ์ แยกแยะกลุ่มผู้เกี่ยวข้องที่หลากหลาย สามารถให้กลุ่มผู้ใช้น้ำที่หลากหลายเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยกำหนด หรือนำข้อเสนอแนวทางมาตรการไปปฏิบัติและปรับปรุงให้เกิดเป็นนโยบายน้ำที่ได้ประสิทธิผลสำหรับสังคม

ดังนั้น ธรรมาภิบาลน้ำที่ดี แมนสรุปว่า ควรประกอบไปด้วยหลักการที่เปิดเผย โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วมที่แท้จริงทุกระดับ คือการมีส่วนร่วมของกลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสีย การให้สังคมช่วยระบุว่าการจัดสรรน้ำนั้นควรมีเกณฑ์หรือระดับความสำคัญอย่างไร

ขณะที่ในทางเศรษฐศาสตร์ควรมีกรอบแนวทางการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและกรอบการลงทุนด้านน้ำ ส่วนในทางการเมืองควรที่จะให้อำนาจและโอกาสที่เสมอภาคกันของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการติดตามผล และให้ข้อเสนอในการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการและนโยบายน้ำ ตลอดจนเรื่องสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยยกระดับกรอบแนวนโยบายการบริหารจัดการน้ำที่คำนึงถึงระบบนิเวศลุ่มน้ำ

ขณะที่ รศ.นิรมล สุธรรมกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ฉายภาพถึงการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ โดยมีน้ำเป็นปัจจัยหลัก ว่าจากการทดลองกรณีลุ่มแม่น้ำน้อย ได้ถ่ายโอนน้ำจากภาคเกษตรไปยังภาคอุตสาหกรรม คือลดการใช้น้ำในภาคเกษตรและนำน้ำที่ลดได้ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม พบว่าภาคเกษตรหดตัวลง -0.034% แต่ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น +0.042% แต่เมื่อนำตัวเลขทั้งสองภาคมารวมกัน จึงพบว่าเศรษฐกิจดีขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมสูงกว่าภาคเกษตร

นิรมล สุธรรมกิจ

เธออธิบายว่า หลายลุ่มน้ำในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ กำลังเผชิญปัญหาที่คล้ายกัน คือการขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะน้ำเพื่อการเกษตร เนื่องจากปริมาณน้ำที่ใช้การได้มักได้รับการจัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยว การรักษาระบบนิเวศ และการอุตสาหกรรม เป็นหลัก ทั้งนี้เพราะภาคที่ได้รับการจัดสรรนั้นมีความต้องการใช้น้ำในปริมาณที่น้อยกว่าภาคการเกษตร

เมื่อปัจจุบันคนต้องการใช้น้ำกันมากขึ้น แต่ในทางกลับกันปริมาณน้ำนั้นกำลังลดลง ดังนั้นจะจัดการน้ำอย่างไรเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และช่วยสร้างความเป็นธรรมในสังคม คือการบูรณาการเครื่องมือทางกายภาพ หรือแผนผังโครงข่ายน้ำ เครื่องมือทางสังคม หรือกติกาสังคม

อีกหนึ่งแนวคิดที่ถูกเสนอด้วยเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ คือการทำให้น้ำมีราคา จากแต่เดิมที่น้ำคือของฟรี หรือ water pricing เช่น ระบบการเก็บค่าน้ำใช้ ระบบการจัดสรรโควตาน้ำใช้ และอนุญาตให้โอนน้ำใช้กันได้ระหว่างกลุ่มผู้ใช้น้ำ ตาม พ.ร.บ.ชลประทานหลวง พ.ศ.2485 มีการเก็บค่าชลประทานไม่เกิน 5 บาท/ไร่ สำหรับภาคการเกษตร และ 0.50 บาท/ลบ.ม. สำหรับภาคอุตสาหกรรมและประปา แต่ในปัจจุบันปี 2562 อัตราดังกล่าวขึ้นมาเป็น ภาคการเกษตรประมาณ 100 บาท/ไร่ และภาคอุตสาหกรรม 10 บาท/ลบ.ม.

ขณะเดียวกันทางออกของสถานการณ์น้ำในประเทศไทย ที่หลายนักวิชาการได้นำเสนอไว้ใน เวทีสาธารณะนโยบายน้ำ สกว. ครั้งที่ 10: การบริหารจัดการน้ำภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับยุทธศาสตร์น้ำของประเทศ ที่ถูกจัดขึ้นโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2562 แห่งนี้ คือการช่วยกันประหยัดน้ำ การเพิ่มมูลค่าน้ำเพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่า

ปัญหาที่ทรัพยากรน้ำกำลังลดน้อยลง จะต้องแก้ไขด้วยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานและคนที่ใช้น้ำด้วยกันทุกคน เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายในปี 2570 ที่ปริมาณการใช้น้ำต้องลดลง