“วันน้ำโลก” หรือ “World Water Day” ตรงกับวันที่ 22 มีนาคมของทุกปี ที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ประกาศไว้ในปี 2535 เพื่อให้ในแต่ละปีทุกประเทศทั่วโลกจะร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องน้ำแก่ประชาชน

ในแต่ละปี UN จะกำหนดประเด็นหลักของการรณรงค์ในระดับโลก ซึ่งในปี 2562 นี้คือ “Leaving no one behind” หรือการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นั่นทำให้ในวันที่ 22 มีนาคม 2562 ประเทศไทยจึงได้จัด “วันน้ำโลกและสัปดาห์อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ” ขึ้นในวาระนี้ด้วยเช่นเดียวกัน พร้อมยังกำหนดแนวคิดเพิ่มเติมในการรณรงค์ระดับประเทศไว้ว่า “ทั่วถึง..เท่าเทียม..เพียงพอ”

สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) อธิบายว่า การจัดงานในครั้งนี้ได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 18 หน่วยงาน ที่ต้องปฏิบัติดูแลเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการน้ำต้นทุน การผลิตและการกระจายน้ำ รวมถึงหน่วยงานต่างประเทศ เพื่อมาร่วมสร้างความรู้และความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

ในฐานะประธานเปิดงาน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ได้ระบุว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดและน้ำดื่มเป็นปัญหาสำคัญของประเทศต่างๆ ทั่วโลก รัฐบาลจึงเห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาน้ำของประเทศ ด้วยเป้าหมายหลักที่มุ่งพัฒนาประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

รองนายกรัฐมนตรีเริ่มต้นฉายภาพ ถึงผลงานการบริหารจัดการน้ำที่ผ่านมาของรัฐบาล ว่าได้ทำให้เกิด 4 เสาหลักที่สำคัญครั้งแรกที่สำคัญของประเทศและต้องถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งเสาหลักที่ว่านั้นประกอบด้วย

  1. การจัดทำยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (2558-2569)
  2. การตราพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562
  3. การจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการบริหารจัดการน้ำของประเทศ
  4. การนำองค์ความรู้ โดยใช้ศาสตร์พระราชา งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความรู้จากต่างประเทศ มาประยุกต์ใช้เป็นพื้นฐานการบริหารจัดการน้ำของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเสาหลักแรก คือการดำเนินการตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (2558-2569) ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงและพัฒนาเป็นแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (2561-2580) เพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี จะประกอบด้วยแผนแม่บท 6 ด้าน ตามเป้าประสงค์ดังนี้

  1. การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ประชาชนทั้งในเมืองและชนบท มีน้ำอุปโภคและน้ำดื่มเพียงพอได้มาตรฐานสากล พร้อมจัดหาแหล่งน้ำสำรองอย่างเพียงพอ ในราคาที่เหมาะสม
  2. การสร้างความมั่นคงด้านน้ำสำหรับภาคการผลิต สามารถจัดหาน้ำเพื่อการผลิตทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรมได้อย่างสมดุลระหว่างน้ำต้นทุนและความต้องการรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำของแหล่งน้ำทุกประเภท และการจัดหาแหล่งน้ำให้กับพื้นที่เกษตรน้ำฝน และพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่อุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
  3. การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย มีระบบป้องกันน้ำท่วมและอุทกภัยที่มีประสิทธิภาพ ทั้งโครงสร้างและการบริหารจัดการ มีผังการระบายน้ำทุกระดับ การบริหารพื้นที่น้ำท่วมและพื้นที่ชะลอน้ำ ตลอดจนมีการบูรณาการเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำหลาก และน้ำท่วม ร่วมกับการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศล่วงหน้า ที่รวดเร็ว ชัดเจน และใกล้เคียงมากที่สุด
  4. การจัดการคุณภาพน้ำ และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดยการฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน มีการจัดการให้ชุมชนขนาดใหญ่ มีระบบบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการจัดการโดยการป้องกันและลดน้ำเสียที่ต้นทาง
  5. การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม และป้องกันการพังทลายของดิน ป่าต้นน้ำได้รับการฟื้นฟู สามารถชะลอการไหลบ่าของน้ำ มีการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ลาดชัน
  6. การบริหารจัดการ มีระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีธรรมาภิบาล ทันสมัย มีกฎหมาย ระเบียบ เกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำ มีโครงสร้างองค์กรที่เหมาะสมในการบริหารจัดการน้ำทุกระดับ เน้นการบริหารจัดการน้ำในเชิงเตรียมการป้องกันภัยจากน้ำ การมีส่วนร่วมจากการสร้างการรับรู้ การร่วมคิด ร่วมทำแผนหลัก และแผนปฏิบัติการระดับลุ่มน้ำ และระดับจังหวัดสะท้อนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับพื้นที่ผู้ใช้น้ำ ลุ่มน้ำ และเชื่อมโยงไปถึงระดับนโยบาย ประกอบกับการมีระบบฐานข้อมูล ทรัพยากรมนุษย์ และงานวิจัยเพียงพอในการตัดสินใจและบริหารจัดการ

จากแผนแม่บททั้ง 6 ด้าน รัฐบาลเลือกให้ความสำคัญกับด้านที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด นั่นก็คือด้านที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค โดยมีกรอบการดำเนินการ 4 ประการ

  1. ต้องการให้ทุกครัวเรือนเข้าถึงน้ำอุปโภคบริโภค โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2562 หมู่บ้านในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ 7,490 หมู่บ้าน จะต้องมีน้ำกินน้ำใช้ให้ครบทุกหมู่บ้าน รวมทั้งปรับปรุงระบบประปาเดิมที่ชำรุดเพื่อให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  2. มุ่งพัฒนาระบบประปาหมู่บ้านให้ได้มาตรฐาน โดยมุ่งยกระดับให้ถึงเกณฑ์การตรวจวัดตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายในปี 2573
  3. พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพประปาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 404 เมือง 4.2 ล้านครัวเรือน รวมถึงการจัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่ขาดแคลนแหล่งน้ำต้นทุน
  4. การประหยัดน้ำทุกภาคส่วน โดยส่งเสริมการลดการใช้น้ำในทุกภาคส่วน รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอุปโภคบริโภค เช่น การแก้ปัญหาความสูญเสียน้ำของระบบท่อ ซึ่งปัจจุบันข้อจำกัดของการส่งน้ำด้วยระบบท่อ ทำให้เกิดการสูญเสียน้ำระหว่างทางไปไม่น้อยกว่า 30% โดยรัฐบาลตั้งเป้าไว้ว่าจะลดความสูญเสียของน้ำจากระบบท่อให้เหลือเพียง 20% เท่านั้น ซึ่งจะทำให้สามารถลดการหาแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อทดแทนปริมาณน้ำที่สูญเสีย

ขณะเดียวกัน ในประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กนช. ยังได้กำชับให้การประปาทุกแห่งต้องมีแหล่งน้ำสำรองของตัวเอง สำหรับผลิตน้ำประปาให้ได้อย่างน้อย 15 วัน เพื่อให้มีน้ำกินน้ำใช้อย่างเพียงพอทั้งปี ทุกพื้นที่ ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศด้วย

สำหรับทิศทางบริหารจัดการน้ำทั้งหมดนี้ คือส่วนหนึ่งที่ภาครัฐต้องการสร้างความรู้และความเข้าใจให้กับประชาชน เกี่ยวกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยเฉพาะแผนแม่บทด้านที่ 1 ที่เป็นเรื่องการจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ร่วมกันกับกิจกรรมอื่นๆ ที่ตั้งใจว่าจะช่วยสร้างการรับรู้และตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ อันจะนำไปสู่การปฏิบัติในการร่วมกันประหยัดและใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า สร้างความมั่นคงของทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

- Advertisement -