รณรงค์ ‘วันน้ำโลก’ มุ่งประปาพื้นที่ชนบทสะอาด ทัดเทียมในเขตเมือง-สู่เป้าไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

หน่วยงานไทยรณรงค์ “วันน้ำโลก” ทำน้ำประปาชนบทให้สะอาด-เพียงพอ บริการประชาชนเท่าเทียมเขตเมือง ตามเป้า UN ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

องค์การสหประชาชาติ (UN) ประกาศให้วันที่ 22 มีนาคมของทุกปีเป็น “วันน้ำโลก” หรือ “World Day for Water” ซึ่งประเด็นหลักของการรณรงค์ในระดับโลกที่กำหนดในปีนี้คือ “Leaving no one behind : เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนทั่วโลกเกิดความตื่นตัวเรื่องการบำรุงรักษา อนุรักษ์ พัฒนาแหล่งน้ำ และจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ได้มีการขอความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้มงวดผู้ดูแลระบบประปาหมู่บ้านในการเติมคลอรีนฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปา เพื่อให้มีน้ำประปาที่สะอาดเพียงพอ บริการแก่ประชาชนในเขตชนบทอย่างเท่าเทียมกับประชาชนในเขตเมือง รวมทั้งยังเป็นการร่วมกันรณรงค์ เนื่องในวันน้ำโลกอีกด้วย

ทั้งนี้ จากการสุ่มตรวจคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านในปี 2561 จำนวน 445 แห่ง พบว่าคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านผ่านเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัยเพียง 19.1% เนื่องจากส่วนมากจะปนเปื้อนโคลิฟอร์มแบคทีเรียและฟีคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรีย บ่งบอกว่าน้ำประปาหมู่บ้านมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคสูง สาเหตุมาจากไม่มีการเติมคลอรีนฆ่าเชื้อโรค

ขณะเดียวกันจากการสุ่มเก็บตัวอย่างน้ำดื่มบรรจุขวด ขนาด 20 ลิตรในครัวเรือน เพื่อตรวจสอบคุณภาพตามเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ พบผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 53.42% โดยส่วนใหญ่มีการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียและฟีคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรีย แสดงว่ามีความเสี่ยงที่น้ำดื่มบรรจุภาชนะดังกล่าวจะเกิดการปนเปื้อน การดูแลรักษาความสะอาดภาชนะจึงมีส่วนที่ทำให้น้ำดื่มมีความสะอาดปลอดภัย

นพ.ดนัย กล่าวว่า ประชาชนควรให้ความสำคัญในการดูแลรักษาความสะอาดภาชนะบรรจุน้ำดื่ม และต้องระวังการขัดถูเพื่อล้างทำความสะอาดภาชนะพลาสติกอาจทำให้เกิดรอยขูดขีด หรือการบุบชำรุดของขวดที่เกิดจากการนำมาใช้ซ้ำ หรือหากขวดน้ำตั้งอยู่ในบริเวณที่มีความร้อนหรือได้รับแสงแดดอาจทำให้สารเคมีจากขวดพลาสติกปนเปื้อนลงในน้ำที่อยู่ในขวดได้

“นอกจากคุณภาพน้ำประปาจะต้องได้มาตรฐานตามเกณฑ์คุณภาพขององค์การอนามัยโลก (WHO) แล้ว น้ำประปาควรมีคลอรีนอิสระหลงเหลืออยู่ 0.2-0.5 ส่วนในล้านส่วน หรือมิลลิกรัมต่อลิตร จึงจะสามารถป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคได้ ซึ่งในหน้าร้อนที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีขึ้น ประกอบกับคลอรีนอิสระที่หลงเหลือในน้ำประปาก็สามารถสลายตัวได้ง่ายขึ้น อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคทางเดินอาหารที่มาจากน้ำไม่สะอาด” นพ.ดนัย กล่าว

รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวอีกว่า ประชาชนที่บริโภคน้ำประปาในช่วงหน้าร้อนอาจจะได้กลิ่นคลอรีนแรงมากขึ้น จึงควรตั้งทิ้งไว้ก่อนประมาณ 30 นาที เพื่อให้คลอรีนระเหย หรืออาจใช้เครื่องกรองที่มีถ่านกัมมันต์หรือ Activated carbon เป็นสารกรองเพื่อกำจัดคลอรีนในน้ำประปาก่อนนำมาบริโภคในครัวเรือน และในกรณีที่จำเป็นต้องนำขวดพลาสติกเก่ามาใช้ก็ควรทำความสะอาดให้ทั่วถึง และต้องสังเกตลักษณะของขวด หากมีรอยชำรุด รั่ว แตกร้าว บุบ ก็ไม่ควรนำมาใช้ หรือหากเป็นขวดที่มีการปนเปื้อนดินก็ควรหลีกเลี่ยงในการนำมาใช้ซ้ำเช่นกัน

ในส่วนของพื้นที่ทุรกันดารที่ขาดแคลนน้ำสะอาด ก่อนนำมาดื่มควรต้มให้เดือดอย่างน้อย 1-2 นาที เก็บในภาชนะที่สะอาด มีฝาปิดมิดชิด ส่วนการนำน้ำจากแม่น้ำลำคลอง หรือแหล่งน้ำผิวดินแหล่งอื่นๆ มาใช้โดยตรง ควรปรับปรุงคุณภาพน้ำและฆ่าเชื้อโรคก่อน ด้วยการแกว่งสารส้มชนิดก้อนในน้ำและให้สังเกตตะกอนในน้ำ หากเริ่มจับตัวให้ตั้งทิ้งไว้จนตกตะกอน แล้วนำเฉพาะน้ำใสมาฆ่าเชื้อโรคโดยใช้หยดทิพย์ อ.32 ของกรมอนามัย ซึ่งเป็นสารละลายคลอรีนชนิดเข้มข้น 2% จะช่วยป้องกันเชื้อโรคที่ปนเปื้อนในน้ำได้

ด้าน นายสราวุฒิ ชีวะประเสริฐ รักษาการที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวว่า หนึ่งในมิติที่ต้องทำในการจัดการแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี คือการจัดการน้ำอุปโภคบริโภค โดยกำหนดไว้ว่าประปาหมู่บ้านต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานให้ได้ภายในปี 2573 พร้อมทั้งขยายเขตประปา สำรองน้ำต้นทุนรองรับเมืองหลัก การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจอื่นๆ ที่สำคัญ อีกทั้งการใช้น้ำต่อประชากรต้องไม่เพิ่มขึ้น และมีอัตราลดลงในอนาคต คือปี 2570 ประชาชนต้องช่วยกันประหยัดน้ำ

- Advertisement -