แม้น้ำจะเปรียบเสมือนดั่งเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิต ถึงกระนั้นงานอนุรักษ์พื้นที่ป่าก็ยังจำเป็น เพราะหากไร้ซึ่งป่า ก็ไร้ซึ่งน้ำ แล้วเหล่าสรรพสิ่งใดเล่าจะอยู่ได้ หากไม่มีเส้นเลือดใหญ่คอยไหลเวียนยังชีพ

“น้ำ” คือ “ชีวิต” คำพูดที่ได้ยินกันหลายครั้ง แต่กลับจริงจังสำหรับกลุ่มคนอนุรักษ์บ้านนาหมูม่น และบ้านก้างปลา อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ที่มองความหมายนี้อย่างลึกซึ้ง พวกเขาเล็งเห็นว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่ภูมิลำเนาประทานให้ จนเกิดการหวงแหนและต่อยอดไปถึงการอนุรักษ์พื้นฟูที่ทำกันอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นรุ่นหัวขาวหรือหัวดำ ต่างคนก็ต่างอยากจะมีส่วนร่วมในการดูแล “ป่า” ที่เป็นต้นกำเนิดเลือดหลายสายของพวกเขา

บ้านนาหมูม่น ตำบลนาดี และบ้านก้างปลา ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย มีแหล่งน้ำที่ถือเป็นทรัพยากรอันทรงคุณค่าของชุมชน เพราะนอกจากน้ำจะเป็นส่วนสำคัญในครรลองวิถีเกษตรกรรมแล้ว ยังเป็นแหล่งอาหารของชาวบ้านอีกด้วย

คุณารักษ์ มณีนุษย์ พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย ในฐานะคนของท้องที่ อธิบายว่า แหล่งน้ำในชุมชนบ้านนาหมูม่นมาจาก 2 ส่วนสำคัญ คือ น้ำหมัน ที่ใช้สำหรับทำการเกษตร และ น้ำซับ หรือตาน้ำ ซึ่งชาวบ้านจะเรียกกันว่า เหมืองฝาย ใช้ในการอุปโภคบริโภค

น้ำหมัน เป็นลำน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่ราบหุบเขาของป่าชุมชน ส่วนน้ำซับนั้น เป็นน้ำในดินที่ผ่านการกรองของชั้นหินทรายบนภูเขาสูง ก่อนจะซึมผ่านออกมาสู่พื้นดิน ซึ่งจากการตรวจวัดคุณภาพน้ำพบว่า น้ำมีคุณภาพดีเหมาะกับการอุปโภคบริโภค ซึ่งในส่วนของตาน้ำนี้ไม่สามารถขุดเจอได้ในทุกหมู่บ้าน แต่บ้านนาหมูม่นเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่มีการขุดพบตาน้ำมากที่สุด โดยปัจจุบันมีด้วยกันทั้งสิ้น 5 แหล่ง หมู่บ้านใกล้เคียงอย่างนาดี และอาฮี ต่างก็ใช้น้ำประปาจากชุมชนบ้านนาหมูม่นด้วยกันทั้งสิ้น

ปมพืชเชิงเดี่ยว คลี่ได้ด้วยตลาดสุขภาพ

การทำเกษตรกรรมแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพดหรืออ้อยนั้น นอกจากจะกระทบต่อวิถีดั้งเดิมของคนในชุมชนแล้ว ยังส่งผลต่อคุณภาพน้ำที่หล่อเลี้ยงชาวบ้านอีกด้วย รศ.ดร.เอกรินทร์ พึ่งประชา จากภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปกร หัวหน้าโครงการการเพิ่มศักยภาพเกษตรกรและหมู่บ้านต้นแบบการผลิตและการตลาดสีเขียวมาตรฐานด่านซ้าย กรีนเนต เปิดเผยว่า ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในชุมชนบ้านนาหมูม่นคือ ชาวบ้านเปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบพอกินมาเป็นเกษตรเพื่อการค้า ซึ่งสาเหตุนี้เองที่นำไปสู่การบุกรุกพื้นที่ป่า เพราะต้องการขยายพื้นที่สำหรับปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว

หนึ่งในกลวิธีที่จะเข้ามาตอบโจทย์ในด้านการลดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ เป็นการทำ ตลาดสุขภาพบ้านนาหมูม่น โดยอาศัยความร่วมมือจากชาวบ้าน ด้วยการชักชวนให้คนในชุมชนหันมาปลูกผักไร้สารเคมี ซึ่งหัวหน้าโครงการฯ รายนี้เล่าว่า แต่เริ่มเดิมทีมีผู้สนใจเข้าร่วมถึง 20 คน ซึ่งในบรรดาชาวบ้านทั้ง 20 คนล้วนเป็นผู้หญิงทั้งสิ้น จึงทำให้เกิดการรวมกลุ่มสตรีเพื่อสร้างเครือข่ายพืชผักปลอดภัยขึ้น เมื่อต่อมามีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 44 คน ส่งผลให้มีการปรับพื้นที่สำหรับตั้งตลาดตามมา

ตลาดสุขภาพบ้านนาหมูม่น เป็นพื้นที่ทดลองขยายสาขาของโครงการด่านซ้ายกรีนเนต หรือตลาดสีเขียว ซึ่งแต่เดิมพื้นที่ทดลองเปิดตลาดในครั้งแรกตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลพระยุพราชด่านซ้าย โดยชาวบ้านที่สามารถนำผักมาขายได้ จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในเครือข่ายของโครงการเท่านั้น เพราะกระบวนการตั้งแต่ปลูกจนขายต้องผ่านการตรวจสอบจากสมาชิกในเครือข่ายทั้งสิ้น ว่ามีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคหรือไม่

“เมื่อเราส่งเสริมและสนับสนุนให้คนในชุมชนปลูกผักไร้สารเคมีแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือมีตลาดรองรับให้พวกเขา ถ้าเราส่งเสริมอย่างเดียว แต่ไม่มีตลาดรองรับให้ แล้วชาวบ้านเขาจะปลูกให้ใครกิน มันก็จะกลายเป็นของทิ้ง เราต้องทำให้คนปลูกมั่นใจว่า สิ่งที่เราส่งเสริมนั้นมันมีรายได้และก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน” นพ.ภักดี สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระยุพราชด่านซ้าย ระบุ

เขายังระบุด้วยว่า ตลาดนัดสีเขียวเป็นงานสร้างแรงบัลดาลใจ เพื่อส่งเสริมให้คนในองค์กรได้ทำในสิ่งที่เขารู้สึกผูกพันตั้งแต่เกิด และอยากให้สิ่งนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง ด้วยวิธีกระตุกให้เห็นว่าทรัพยากร น้ำ ดิน ป่า ทั้งภูมิปัญญา คือสิ่งทรงคุณค่าที่สมควรได้รับการอนุรักษ์สืบทอดต่อไป

“ให้เขาได้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดมันมาจากคนในท้องถิ่นนะ ไม่ได้มาจากกระทรวงเกษตรฯ หรือมหาดไทย” ผู้อำนวยการรายนี้กล่าวเสริม

สำหรับตลาดสีเขียวที่โรงพยาบาลพระยุพราชด่านซ้าย จะมีการตั้งทุกวันจันทร์ ตั้งแต่เวลาเช้ามืดจนฟ้าเริ่มสาง เป็นตลาดขนาดย่อมตั้งโต๊ะเรียงแถวหน้ากระดานราว 7-8 ร้านค้า ซึ่งผู้คนจากบ้านนาหมูม่นและบ้านก้างปลาจะนำผักพื้นบ้านและอาหารป่ามาวางขายกันอย่างครึกครื้น โดยจากการสอบถามเหล่าบรรดาแม่ค้าทั้งหลายพบว่า แม้ราคาของผักนั้นจะอยู่ที่ราว 10-30 บาท แต่พวกเขากลับสร้างรายได้ถึงวันละ 500-1,000 บาทเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามรายได้หลักของชาวบ้านไม่ได้มาจากการปลูกผักไร้สารพิษขาย แต่พวกเขายังมีการปลูกข้าว หรือกรีดยางพาราไปตามฤดูกาล ส่วนของผักไร้สารนี้เป็นเพียงรายได้เสริมเท่านั้น

นับจากจุดเริ่มต้นเมื่อ 2 ปีก่อน จนถึงขณะนี้ คุณารักษ์ มณีนุษย์ นักวิจัยท้องถิ่น ยอมรับว่า แม้ปัญหาเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าของชุมชนจะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือพฤติกรรมและทัศนคติของชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไป พวกเขามีความเข้าใจต่อปัญหาที่เกิดจากการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว รวมถึงเปรียบเทียบความคุ้มค่าของต้นทุนและกำไร ที่ได้จากการทำเกษตรทั้งสองประเภท

สลายพฤติกรรมเดิม เพิ่มรากลึกสู่หัวใจเยาวชน

ตัดภาพมาที่แปลงผักสวนผสมซึ่งวางเรียงรายไล่ระดับแบบขั้นบันได เจ้าของสวนผักนี้ตั้งใจปลูกพืชสวนครัวหลากหลายสายพันธุ์คละเคล้ากัน ทั้งคะน้า มะเขือเทศ ผักสลัด ฯลฯ และจากบริเวณที่สองสามีภรรยาใช้ทำมาหากินนี้ มองออกไปจะเห็นวิวเขาหัวโล้นตั้งแหว่งเป็นช่วงๆ หากไม่เกิดการตั้งคำถาม คงไม่ทันสังเกตเป็นแน่ว่าส่วนที่กำลังเป็นแปลงผักอยู่ขณะนี้ เคยมีป่าปกคลุมก่อนจะถูกถางเพื่อทำไร่ข้าวโพด

วิโรจน์ อินทร์วงษ์ ชาวบ้านบ้านก้างปลา ผู้กลับใจจากการทำไร่เศรษฐกิจเชิงเดี่ยว มาสู่การทำเกษตรแบบสวนผสม เล่าให้ฟังว่า เขาเคยหารายได้จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ 5 ปี โดยในปีแรกปลูก 8 ไร่ แต่เมื่อมีภาระเรื่องของหนี้สิน จึงจำเป็นต้องขยับขยายพื้นที่ออกเป็น 20 ไร่ 30 ไร่ ไปจนถึง 60 ไร่

“ข้าวโพด ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ เก็บเกี่ยวครั้งหนึ่งมันได้มากก็จริง แต่เมื่อคิดถึงต้นทุนแล้ว มันก็ได้ไม่คุ้มเสีย สมมติถ้าเราขายได้แสนสองหมื่น แค่ค่าลงทุนก็ปาเข้าไปแล้วแปดหมื่น เทียบกับการทำไร่แบบสวนผสม ผลลัพธ์มันได้น้อยกว่า แต่มันมีความมั่นคงในเรื่องของรายได้มากกว่า ได้ทั้งเรื่องสุขภาพอีก เมื่อก่อนตอนทำข้าวโพด ไปตรวจโรคแต่ละทีพบว่ามีความเสี่ยงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอเปลี่ยนมาปลูกพืชแบบไร้สารเคมี การตรวจเลือดกลับกลายเป็นว่าไม่พบอะไรเลย” เกษตรกรรายนี้เปิดใจเล่า

นอกจากความตั้งใจลดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า ด้วยการปลูกพืชแบบสวนผสมไร้สารเคมีแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ชาวบ้านบ้านนาหมูม่นและบ้านก้างปลา ต่างร่วมกันทำเพื่อรักษาพื้นที่สีเขียวของชุมชนไว้ คือการพยายามพื้นฟูเขาหัวโล้นด้วยวิธีการระเบิดจากภายในของคนในชุมชนเอง เมื่อชาวบ้านมีความรู้ความเข้าใจต่อทรัพยากรในพื้นที่ที่ตนเองพึ่งพิงอยู่ ความรู้สึกรักและหวงแหนก็จะเกิดขึ้น

นักสืบสายน้ำ เกิดมาจากความร่วมมือกันของหน่วยงานราชการ นักวิจัยท้องถิ่น รวมถึงคนในชุมชนเอง ที่อยากจะให้เด็กๆ ในชุมชนเกิดการเรียนรู้และสานต่อการอนุรักษ์ สำหรับโครงการนี้ นับว่ามีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของชุมชนอย่างมาก เพราะเป็นกิจกรรมที่ช่วยเชื่อมเยาวชนเข้ากับป่าชุมชน รวมถึงภูมิปัญญาโบราณ ด้วยการศึกษาสิ่งแวดล้อมผ่านห้องเรียนธรรมชาติในชุมชน เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์แม่น้ำ ผืนดิน และป่าไม้ ที่เป็นแหล่งอาหารของคนในชุมชน รวมถึงเหล่าลูกหลานในอนาคต ปัจจุบันมีเด็กในท้องถิ่นเข้าร่วมโครงการด้วยกันที่อยู่ประจำรวม 6 คน และต่างคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้สึกสนุกและภูมิใจในบ้านเกิดของตนอย่างมาก

“ผมเข้าร่วมโครงการตอนอายุ 9 ขวบ ตอนนี้ผม 10 ขวบแล้ว ทีแรกเห็นเพื่อนและก็รุ่นพี่เข้า ก็เลยอยากเข้าบ้าง พอเข้ามาแล้ว พี่เขาพาส่องนก หาสัตว์น้ำ ผมชอบแล้วก็สนุกมากๆ” ปาร์ตี้ ณัฐภูมิ แสนประสิทธิ์ เด็กชายผู้เป็นสมาชิกน้องเล็กสุดของโครงการนักสืบสายน้ำกล่าว

“จากจุดเริ่มต้นของหนูคือ ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมที่ รพ.สมเด็ดพระยุพราชด่านซ้าย เกี่ยวกับพัดทดน้ำ แล้วก็เกิดสำนึกว่า ถ้าเราไม่เข้ามาศึกษาดูแล สิ่งดีๆ ในหมู่บ้านมันก็จะไม่มีคนดูแลต่อให้ จากตรงนี้หนูเลยตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนักสืบสายน้ำ ส่วนกิจกรรมเราจะดูว่า หมู่บ้านเราระดับน้ำมีความสะอาดแค่ไหน ความอุดมสมบูรณ์ของน้ำ และการลดเขาหัวโล้น ส่วนตัวหนูภูมิใจมาก จากที่แต่ก่อนไม่ค่อยมีอะไร แต่เดี๋ยวนี้มีตลาด ได้รู้จักแหล่งต้นน้ำและป่าไม้ ได้รู้จักชนิดของนก ชนิดของสัตว์ที่อยู่ในป่า ในน้ำ” พรรธษา สิงห์สถิต หรือออมสิน เด็กสาววัยรุ่นอายุ 16 ปี อีกหนึ่งสมาชิกโครงการฯ ระบุ

เช่นเดียวกับ ศศิธร เบ้าหล่อม หรือนุ่น พี่ใหญ่สุดในบรรดาสมาชิกโครงการฯ วัย 17 ปี ที่ระบุว่าจุดเริ่มต้นคือหลังจากเยี่ยมชมนิทรรศการที่ รพ.สมเด็จพระยุพราช จนมีความรักบ้านเกิดขึ้นมา และอยากพัฒนาสานต่อจากคนรุ่นเก่า เนื่องจากผู้ที่รู้จักป่าแถวนี้ดีจะเป็นคนที่อายุ 80 ปีขึ้นไป แต่หากกลุ่มคนรุ่นนั้นจากไป ก็จะไม่มีใครคอยสานต่อ ส่วนตัวจึงอยากสานต่อตรงนี้

ไม่ใช่เพียงเยาวชนในท้องถิ่นเท่านั้นที่ภูมิใจในบ้านเกิดของตน ผู้ใหญ่หลายคนเองต่างปลื้มปิติเมื่อมีเด็กรุ่นใหม่คิดอยากสานต่อสิ่งที่พวกเขาเริ่มไว้ การดูแลรักษาป่าจึงไม่ใช่แค่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือสำนึก ความรับผิดชอบที่ทุกคนต้องปฏิบัติร่วมกัน หมู่บ้านทั้งสองแห่งนี้ชี้แนวทางให้เห็นแล้วว่า การอนุรักษ์ฟื้นฟูจะสำเร็จได้ต้องมาจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่

เมื่อจุดประสงค์ของคนสองหมู่บ้านทำเพื่อรักษาแหล่งต้นน้ำที่เป็นดั่งสายเลือด ภายใต้สภาวะจิตของการรู้รักษ์และหวงแหน ที่เล็งเห็นแล้วว่าหากไม่มีป่า ก็คงไม่มีน้ำ การจะมองว่าสายเลือดเป็นสิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียวคงมิได้ เพราะหากปราศจากหัวใจ เลือดก็คงไม่ไหลเวียนสูบฉีด

- Advertisement -