วันที่ 15 มีนาคม 2019 นักเรียนทั่วโลก 1.4 ล้านคน จาก 2,083 จุดใน 125 ประเทศทั่วโลก พร้อมใจกันโดดเรียน

เปล่า! พวกเขาไม่ได้ทำตัวสันหลังยาว หรือต่อต้านครูบาอาจารย์ ตรงกันข้ามพวกเขากำลังใช้ความรู้ที่เรียนมา และข้อมูลอันน่าตกใจที่ได้รับรู้มา เพื่อผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อโลกต่างหาก

พวกเขาบอกว่า จะเรียนไปทำไม ในเมื่อโลกของเรากำลังจะพบจุดจบ? (1)

คำพูดนี้ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกสิ้นหวัง หรือท้อแท้ที่จะเรียนต่อไป แต่เป็นคำพูดที่เกิดจากแรงฮึดของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการจะใช้ชีวิตอย่างร่าเริงต่อไป ในโลกที่สวยงาม ไม่ใช่โลกที่กำลังจะตายลงช้าๆ เพราะความไร้ความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในระดับรัฐบาลที่ขาดเขลาในทางจริยธรรม แต่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญยามแย่งชิงอำนาจ

นี่คือขบวนการ #FridaysForFuture ของบรรดานักเรียนนักศึกษาทั่วโลก ที่ตกลงกันว่าจะนัดกันหยุดเรียนในวันศุกร์ที่ 15 มีนาคม เพื่อแสดงพลังให้โลกรู้ว่า คนรุ่นต่อไปจะไม่ยอมปล่อยให้โลกพังพินาศเพราะสภาพอากาศผันแปร จนมนุษย์และสัตว์อยู่กันไม่ได้

#FridaysForFuture เริ่มต้นจาก นักเรียนวัยรุ่นอายุแค่ 16 ปี ชาวสวีเดน ชื่อ เกรตา ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) ซึ่งโดดเรียนทุกวัน เพื่อไป “ไฮปาร์ก” ที่ด้านหน้าอาคารรัฐสภา เรียกร้องให้ผู้ใหญ่จริงจังกับการแก้ปัญหาโลกร้อน เธอเริ่มทำแบบนี้มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2018

เริ่มต้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม เกรตา ซึ่งขณะนั้นเรียนเกรด 9 (เทียบมัธยม 3) ตัดสินใจที่จะไม่เข้าชั้นเรียน และเดินทางไปปราศรัยเพียงลำพังที่ด้านนอกรัฐสภา ให้นักการเมืองและสังคมได้ตระหนักถึงปัญหาสภาพแวดล้อมโลก หลังจากเกิดคลื่นความร้อนรุนแรงและไฟป่าในสวีเดน เธอมุ่งนั่นที่จะประกาศเจตนารมณ์ไปจนกว่าจะถึงการเลือกตั้งทั่วไปของสวีเดน ในวันที่ 9 กันยายน 2018

ตอนแรกเธอตั้งใจว่าจะไปทุกวัน แต่พอถึงวันที่ 7 กันยายนที่ใกล้จะถึงการเลือกตั้ง เธอประกาศว่า หลังเลือกตั้งแล้วเธอจะทำแบบนี้ต่อไป แต่จะมาทุกวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ จนกว่าประเทศสวีเดนจะปฏิบัติสอดคล้องกับความตกลงปารีส หรือ Paris Agreement ว่าด้วยการแก้ปัญหาโลกร้อน

เกรตาให้ชื่อการปราศรัยเดี่ยวของเธอว่า FridaysForFuture และนี่คือที่มาของการนัดหยุดเรียนเพื่อประท้วงสภาวะอากาศโลกเปลี่ยนแปลง หรือ School strike for climate

หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็เข้าร่วมการประท้วงโลกร้อนที่รัฐสภายุโรป ในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม และในเดือนตุลาคม ครอบครัวที่เข้าอกเข้าใจลูกสาว ก็ลงทุนขับรถยนต์พลังไฟฟ้าพาเธอไปร่วมการประท้วง Extinction Rebellion ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นขบวนการต่อต้านโลกร้อนที่ไม่ใช้ความรุนแรง

ไม่นานนัก โลกก็เริ่มรับรู้ถึงความมุ่งมั่นของเธอ องค์กร TEDxStockholm จึงเชิญเธอไปแสดงวิสัยทัศน์เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ซึ่งเธอเล่าว่า ตอนที่เธอเริ่มตระหนักในภาวะโลกร้อน ตอนนั้นอายุได้แค่ 8 ขวบ และสงสัยว่าทำไมปัญหานี้ถึงไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข่าวหลักโดยสำนักข่าวต่างๆ การที่เธอหันมารณรงค์เรื่องนี้ ทำให้มีคนสงสัยว่าโตขึ้น เธอคงอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศโลก แต่เธอบอกว่า เปล่าเลย

เกรตา บอกว่า การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนมันได้บทสรุปแล้ว ปัญหาในตอนนี้คือความไม่กระตือรือร้นและความมืดมัวทางสติปัญญาของผู้คนต่างหาก ที่ทำให้ไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมา

เธอบอกว่า “เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงโลกได้ด้วยการทำตามกติกา เพราะกติกาจะต้องถูกเปลี่ยนเสียก่อน” (2)

และหลังจากนั้นอีก 1 เดือนเธอก็ได้รับเชิญไปกล่าวปาฐกถา ณ ที่ประชุมว่าด้วยภาวะโลกร้อนของสหประชาชาติ หรือ COP24 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม และต้นปีในเดือนมกราคม 2019 เธอบินไปพูดที่การประชุมเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum ที่เมืองดาวอส

แต่การพูดต่อหน้าผู้ใหญ่ ยังไม่ถือเป็นความสำเร็จเท่ากับการที่เธอปลุกความสนใจในหมู่คนรุ่นเดียวกันให้สนใจกับอนาคตของโลกก่อนที่จะสายเกินการณ์

ตอนนี้ FridaysForFuture ของเกรตา กลายเป็นขบวนการ School strike for climate ที่คาดว่าจะมีนักเรียนทั่วโลกเข้าร่วมถึง 100,000 คน

ขบวนการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเกรตามาตั้งแต่ปลายปี 2018 โดยในเดือนพฤศจิกายน นักเรียนหลายพันคนในออสเตรเลียนัดหยุดเรียนประท้วง โดยไม่แยแสกับคำติติงของนายกรัฐมนตรี สก็อต มอร์ริสัน ที่ให้นักเรียนตั้งอกตั้งใจเรียนกันมากขึ้น แทนที่จะใช้เวลากับการทำกิจกรรม (3)

จนกระทั่งในเดือนธันวาคม 2018 นักเรียนทั่วโลกใน 270 เมืองก็เข้าร่วมขบวนการนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่ออสเตรเลีย เบลเยี่ยม, อังกฤษ, แคนาดา, สหรัฐ และญี่ปุ่น เป็นต้น จนกระทั่งในปี 2019 แม้แต่คนรุ่นใหม่ในประเทศแถบแอฟริกา เช่น ยูกันดา และประเทศในลาตินอเมริกา อย่าง โคลอมเบีย ก็ร่วมแสดงเจตนารมณ์เช่นกัน

การชุมนุมเริ่มมีขบวนใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ และมีผู้ชุมนุมมากที่สุด ระหว่างวันที่ 17 – 18 มกราคม 2019 ที่สวิตเซอร์แลนด์และเยอรมนี โดยมีผู้เข้าร่วมถึง 45,000 คน

ไม่เพียงเท่านั้น เยาวชนในบางประเทศ เช่น เยอรมนีและอังกฤษเรียกร้องให้แก้กฎหมาย ลดเพดานอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงเหลือ 16 ปี เพื่อที่คนรุ่นใหม่จะมีโอกาสร่วมกำหนดทิศทางของบ้านเมือง โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะคนรุ่นนี้จะต้องทนรับผลจากการกระทำย่ำยีสิ่งแวดล้อมของคนรุ่นก่อน (4)

ดูเหมือนว่า นักการเมืองจะเป็นกลุ่มคนที่เป็นเดือดเป็นร้อนกับขบวนการ School strike for climate มากที่สุด อย่างกรณีของออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีถึงกับต้องออกมาติติงแต่ก็ไม่ได้ทำให้นักเรียนทั้งหลายระย่นระย่อ ที่เบลเยี่ยม รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของแคว้นฟลานเดอร์ส กล่าวหาว่า การนัดหยุดเรียนเป็นการจัดตั้งลวงโลก อ้างว่าได้รับข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองระดับชาติ แต่ปรากฎว่าตัวเขาเองที่ลวงโลก และต้องลาออกจากตำแหน่งไปเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2019 (5)

แต่นักเรียนเหล่านี้ไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง พวกเขามีนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ คอยสนับสนุน หลายคนร่วมกันลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกเพื่อเป็นกำลังใจให้

นับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2018 ที่ เกรตา ธันเบิร์ก เริ่มต้นการต่อสู้ของเธอ มีการนัดหยุดเรียนของนักเรียนในประเทศต่างๆ แล้วนับสิบครั้ง เช่น

ที่กรุงเฮก ประเทศเธอร์แลนด์ วันที่ 4 กันยายน 2018 มีคนเข้าร่วม 1- 5 คน

ซัดบิวรี ประเทศแคนาดา วันที่ 21 กันยายน 2018 มีคนแสดงพลัง 1 คน

ที่ออสเตรเลีย 28 พฤศจิกายน เข้าร่วมถึง 1,700 คน

ที่ออสเตรเลียเช่นกัน วันที่ 30 พฤศจิกายน 15,000 คน

ที่ซูนิค สวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 21 ธันวาคม 4,000 คน

บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม 10 มกราคม 2019 เข้าร่วม 3,000 คน

บรัสเซลส์และแอนท์เวิร์ป เบลเยี่ยม 17 มกราคม 12,750 คน

หลายพื้นที่ของสวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 18 มกราคม 22,000 คน

เยอรมนี 50 พื้นที่ วันที่ 18 มกราคม มีถึง 25,000 คน

บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม 24 มกราคม มากถึง 35,000 คน

ที่เบอร์ลิน เยอรมนี 25 มกราคม 10,000 คน เป็นต้น (6)

และในวันที่ 15 มีนาคม 2019 คือการนัดชุมนุมใหญ่ทั่วโลก ในชื่อ Earth Strike

ตลอด 24 ชั่วโมงของการประท้วงใหญ่ของเด็กๆ มีนักเรียนจาก 125 ประเทศ รวม 2,083 จุด เมืองทั่วโลกเข้าร่วม ตั้งแต่ยุโรป แอฟริกา เอเชีย ออสเตรเลีย จนถึงอเมริกา มีผู้ชุมนุมประท้วงร่วม 1.4 ล้านคน เพื่อแสดงความไม่พอใจกับการที่รัฐบาลของพวกเขานิ่งดูดายกับการแก้ปัญหาโลกร้อน เฉพาะในเยอรมนีประเทศเดียวมีการนัดชุมนุมถึง 220 จุด ส่วนในไทย มีนักเรียนนักศึกษาร่วมชุมนุม 3 จุด ประมาณ 60 คน นั่นคือที่บริเวณด้านนอกทำเนียบรัฐบาล สถานีรถไฟฟ้าอโศก และประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่

ขณะที่ เกรตา ธันเบิร์ก ผู้จุดประกายไฟแห่งการต่อสู้ ได้รับการเสนอชื่อโดยบรรดานักการเมืองในสวีเดน ให้เป็นผู้ที่สมควรจะได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ประจำปี 2019 ไปแล้ว

  • อ้างอิง
  • 1. ‘Why Go to School When the World Is Burning?’ We Asked Students Why They’re Striking For Climate Change จาก https://earther.gizmodo.com/why-go-to-school-when-the-world-is-burning-we-asked-1833264147
  • 2. Jones, Nigel (30 December 2018). “Why we all need to be more like Greta”. Nine by Five Media. Medium. Retrieved 15 February 2019.
  • 3. Wilkinson, Bard (30 November 2018). “Australian school children defy prime minister with climate strike”. CNN. Archived from the original on 28 February 2019.
  • 4. “The grown-ups have failed miserably on climate change”. The Independent. 14 February 2019.
  • 5. Boffey, Daniel (5 February 2019). “Belgian minister resigns over school-strike conspiracy claims”. The Guardian. London, United Kingdom. ISSN 0261-3077. Retrieved 5 February 2019.
  • 6. School strike for climate จาก https://en.wikipedia.org/wiki/School_strike_for_climate
- Advertisement -