‘มติครม.’ ต้นตอเปิดช่องทำเหมืองลุ่มน้ำชั้น 1A แนะใช้ SEA ศึกษา-เปิดเวทีรับฟังผู้มีส่วนได้เสีย

นักวิชาการระบุ “ครม.” ผู้เปิดช่องทำเหมืองลุ่มน้ำชั้น 1A ราชการ-เอกชนแค่ทำตามขั้นตอน แนะเร่งประเมิน SEA อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ มูลนิธิสืบฯ ชงรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ “เอสซีจี” ยอมรับหาแหล่งแร่นอกพื้นที่ลุ่มน้ำยาก

นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยในเวทีเสวนา “ร่าง พ.ร.บ. 2 ฉบับรอนสิทธิคนอยู่ป่าจริงหรือ? และทำไมทำเหมืองปูนบนลุ่มน้ำชั้น 1A ได้?” จัดโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2562 ตอนหนึ่งว่า ผู้ที่เปิดช่องให้สามารถทำเหมืองแร่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A ได้ คือคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งจะมีการเปิดช่องให้มากหรือน้อยตามยุคสมัย และเป็นเรื่องของปัจจัยทางการเมือง ขณะที่ส่วนราชการจำเป็นต้องทำตามมติ ครม.เหล่านั้น ส่วนภาคเอกชนเองก็ทำถูกต้องตามขั้นตอน

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2525 ครม.ได้มีมติในการจำแนกพื้นที่ลุ่มน้ำออกเป็น 5 ชั้น และในปี 2532 ครม.มีมติให้หลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 อย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตามในปี 2546 ครม.ได้มีมติให้แก้ไขมติ ครม.ปี 2532 ที่มิให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A ไม่ว่ากรณีใด กลายเป็นกรณีจำเป็นที่ต้องขอผ่อนผันการใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A ต่อ ครม. ส่วนราชการจะต้องจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) พิจารณาก่อน เพื่อเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของ ครม.ทุกครั้ง

ขณะเดียวกันในปี 2548 ครม.ได้มีมติเพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้า ให้ทำการปรับลดขั้นตอนกระบวนการพิจารณาอนุญาตประทานบัตรฯ และมติ ครม.ปี 2559 เห็นชอบหลักเกณฑ์สำหรับโครงการที่จะขออนุมัติผ่อนผันการใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เพื่อการทำเหมือง ต้องเป็นโครงการที่ดำเนินการในพื้นที่เดิมที่มีการทำเหมืองมาก่อน มีความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่าและเหมาะสม จนมติ ครม.ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2562 ได้เห็นชอบให้บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าทับกวาง และป่ามวกเหล็ก เพื่อทำเหมืองแร่หินปูน จ.สระบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A

นายสนธิ กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ป่าต้นน้ำและระบบนิเวศ มีความเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดความผันผวนของสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ ในขณะที่การผลิตปูนซีเมนต์ได้ส่งผลกระทบกับป่าต้นน้ำโดยตรง ดังนั้นในอนาคตผู้เกี่ยวข้องควรพิจารณาศึกษาทางเลือกประกอบการตัดสินใจที่เหมาะสมในภาพรวม โดยการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ (SEA) ของเหมืองแร่และอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์อย่างเร่งด่วน เพื่อวางแผนบริหารจัดการแร่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ทำเพียงแค่รายงาน EIA

“อีกข้อสังเกตคือการอนุญาตให้เอสซีจี เข้าทำเหมืองแร่หินปูนบนพื้นที่ป่าสงวนในลุ่มน้ำ 1A หลังปี 2560 ขัดกับเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2560 หรือไม่ เนื่องจากตามมาตรา 17 ระบุให้พื้นที่ที่จะกำหนดเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองต้องไม่ใช่พื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม ดังนั้นกรมทรัพยากรธรณีและกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ควรเร่งจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ โดยต้องไม่กำหนดให้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติบนพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ทุกแห่งเป็นพื้นที่เขตศักยภาพแร่เพื่อการทำเหมืองแร่ (Mining Zone) เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหรือป่าน้ำซับ” นายสนธิ กล่าว

นายสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ และที่ปรึกษากฎหมายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการข้อใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A มาทำเหมืองแร่กันเป็นระยะเวลานาน ขณะเดียวกันการขอใช้พื้นที่ป่าเพื่อทำเหมืองแร่ ไม่มีการกำหนดว่าจะต้องฟื้นฟูสภาพให้กลับคืนเป็นป่าอย่างไรบ้าง ที่ผ่านมาจึงพบว่าเมื่อผู้ประกอบการทำเหมืองเสร็จแล้วไป ปล่อยให้พื้นที่มีหลุมบ่อโดยไม่ฟื้นฟู จึงเน้นย้ำความสำคัญว่าทำไมเหตุผลในร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ…. จำเป็นต้องใส่เพิ่มคำว่าฟื้นฟูเข้าไปด้วย

นายศาณิต เกษสุวรรณ Business Stakeholder Engagement Director เอสซีจี กล่าวว่า เอสซีจีดำเนินธุรกิจด้วยความพยายามรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงต้องนำเอาทรัพยากรมาใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด และฟื้นฟูธรรมชาติกลับคืนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ดังนั้นการทำเหมืองในอดีตผู้คนจะนึกภาพของภูเขาหัวโล้น แต่เอสซีจีใช้วิธีการทำเหมืองแบบ Semi Open Cut และใช้พื้นที่ทำเหมืองเพียง 40% ของประทานบัตร ส่วนอีก 60% เว้นไว้เป็น Buffer zone หรือพื้นที่สีเขียวซึ่งเป็นแนวกันชน

“การทำเหมืองเราขออนุญาตตามกระบวนการขั้นตอนทั้งหมด ซึ่งบางครั้งใช้เวลากว่า 4-5 ปี รวมถึงการประยุกต์เข้ากับชุมชนโดยรอบ เราไปตั้งที่ไหนต้องให้เขายินดีด้วย ตัวอย่างเหมืองที่ลำปาง ซึ่งเราได้รับอนุญาตทำเหมืองเมื่อ 20 ปีที่แล้ว พื้นที่เดิมนั้นเป็นป่าโล่งเตียนหมด แต่เราใช้ระยะเวลาตลอด 20 ปี เปลี่ยนพื้นที่ให้กลับมาเป็นป่าเขียว ด้วยการทำเหมืองแบบ Semi Open Cut และกระบวนการที่ทำร่วมกับชุมชน เช่น ฝายชะลอน้ำ และเราเองก็พยายามคุยกับหลายฝ่าย หากอะไรที่มาเติมเต็มหรือช่วยแนะนำได้ว่าควรจะปรับปรุงอะไรเพิ่ม เราก็จะมาดูกัน” นายศาณิต กล่าว

นายมงคล พรชื่นชูวงศ์ Mineral resources and Mining services Director เอสซีจี กล่าวว่า ภายในเอสซีจีได้มีการตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูเหมือง เพื่อดูแลให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ โดยจะเลือกทำเหมืองเฉพาะในพื้นที่ที่จำเป็น และเว้นที่เหลือด้านนอกเป็น Buffer zone เพื่อฟื้นฟูพื้นที่โดยใช้ลักษณะพันธุ์ไม้ท้องถิ่น แม้ในช่วงเริ่มต้นจะมีองค์ความรู้ไม่มาก แต่ได้มีการไปศึกษาจากหน่วยงานต่างๆ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มาให้ความรู้ จนปัจจุบันได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การฟื้นฟูเหมืองในเหมืองเอสซีจีทุกภูมิภาค

“สามารถบอกได้ว่าพื้นที่ที่เราทำเหมืองไปสามารถฟื้นฟูกลับมาจนใกล้เคียงสภาพเดิม หากมีสภาพเป็นลุ่มน้ำก็จะยังคงสถานะของความเป็นลุ่มน้ำได้อยู๋ ส่วนคำถามที่ว่าทำไมเหมือนหินปูนจึงต้องเข้าไปทำอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A หากไปดูสมการการจำแนกลุ่มน้ำ หนึ่งในนั้นจะมีเรื่องความลาดชันของภูเขา ซึ่งลักษณะทางธรรมชาติของเขาหินปูนในไทยนั้นมีความลาดชันสูง จึงพบว่าเขาหินปูนในไทยถูกจำแนกเป็นลุ่มน้ำชั้น 1A เกือบทั้งหมด แทบไม่สามารถหาภูเขาที่ศักยภาพทำหินปูนและอยู่นอกพื้นที่ลุ่มน้ำได้” นายมงคล กล่าว

ด้าน นายภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า พื้นที่ที่เอสซีจีได้รับอนุมัติผ่อนผันการใช้ประโยชน์ เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A และพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นกลุ่มเขาหินปูนในเขต จ.สระบุรี ลพบุรี และนครราชสีมา ชุดต่อเนื่องกันที่อยู่ใจกลางของประเทศไทยและไม่มีเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นภูมิทัศน์เขาหินปูนของไทยที่มีเพียง 5% ของประเทศ แต่มีถึง 75% ที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ และเป็นถิ่นอาศัยของพืชและสัตว์ถิ่นเดียว Endemic species ไม่พบที่อื่นในโลกอยู่เป็นจำนวนมาก และพบเลียงผาที่เป็นสัตว์ป่าสงวนอยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วย

นายภาณุเดช กล่าวว่า มูลนิธิสืบฯ ขอแถลงการณ์ต่อกรณีดังกล่าวคือ 1.พื้นที่ที่ได้รับอนุมัติผ่อนผันนั้นอยู่ในจุดสำคัญที่สมควรเก็บรักษาไว้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ในการทำเหมืองหากหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรที่จะดำเนินการบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ 2.ควรมีการสำรวจข้อมูลที่ละเอียดอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการสำรวจพืชและสัตว์ถิ่นเดียวบริเวณพื้นที่ดังกล่าวในพื้นที่จริงอย่างเป็นปัจจุบัน และนำผลการศึกษาไปใช้ในการวางแผนการรับมือ เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ รวมไปถึงการอพยพและการคุ้มครองประชากรพืชและสัตว์ในกรณีที่มีความจำเป็นที่จะได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง

3.ควรมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษา และวางแผนการจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบในทุกขั้นตอน โดยมีองค์ประกอบจากบุคคลที่มีองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศเขาหินปูนร่วมด้วย 4.เนื่องจากกลุ่มพื้นที่ทำเหมืองแร่หินปูนเพื่ออุตสาหกรรมซีเมนต์ดำเนินการมาอย่างยาวนาน และมีผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากกิจกรรมดังกล่าว จึงสมควรมีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่โดยรอบตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการอย่างจริงจัง เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วม นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป

5.การเปิดเผยรายงาน EIA มีความจำเป็นเพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว รัฐจึงไม่ควรเพิกเฉยต่อการให้ข้อมูลเมื่อมีการร้องขออันเป็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้เกิดความคลางแคลงและข้อสงสัยต่อการเอื้อประโยชน์ให้กับกิจกรรมที่อาจจะมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและชุมชนท้องถิ่น 6.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สมควรเร่งดำเนินการผนวกพื้นที่อุทยานแห่งชาติเพิ่มเติมให้ครอบคลุมบริเวณดังกล่าว อันเป็นเจตนารมณ์ของการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศต่อไป

- Advertisement -