กรมอุทยานฯโชว์ผลงาน 4 ปีจัดการพื้นที่อนุรักษ์ เก็บค่าเข้าเพิ่มได้ 4 เท่า-จัดการคนอยู่ร่วมกับป่า

กรมอุทยานฯเผยผลดำเนินงานปี 58-61 เก็บค่าเข้าอุทยานเพิ่มได้ 4 เท่า เปิดสวนป่าให้ประชาชนใช้ 54 แห่ง จัดการพื้นที่อนุรักษ์-ราษฎรอยู่ร่วมกับป่า-เพิ่มสวัสดิภาพเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2562 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) เปิดเผยผลการดำเนินงานช่วงเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2558-2561 ภายใต้การบริหารงานของ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยระบุว่า ในส่วนของผลงานเด่นเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะชนตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ประกอบด้วย 1.การจัดเก็บเงินรายได้อุทยานแห่งชาติที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยในปี 2561 สามารถจัดเก็บเงินรายได้จำนวน 2,664.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2557 ที่จัดเก็บได้จำนวน 696.3 ล้านบาท มากกว่า 4 เท่าตัว หรือคิดเป็น 382.6%

สำหรับเงินรายได้ดังกล่าว เป็นเงินที่ อส.จัดเก็บจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เพื่อนำไปใช้บริหารจัดการอุทยานแห่งชาติและกิจกรรมเพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ เช่น การคุ้มครองดูแลรักษาและพัฒนาอุทยานแห่งชาติ การศึกษาวิจัยทางวิชาการ การอำนวยความสะดวกในการท่องเที่ยวให้กับประชาชน โดยเฉพาะการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2557 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเพิ่มมากขึ้นทุกปี

2.เพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อคืนความสุขให้ประชาชนตามโครงการป่าในเมือง โดย อส.ได้จัดทำโครงการ “สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย” ในพื้นที่จำนวน 54 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกาย เป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจ เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของเยาวชน อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีและสร้างความสุขให้กับประชาชนตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ ทส. พัฒนาป่าที่อยู่ในเมืองหรือใกล้เมือง โดยร่วมกับองค์กรท้องถิ่นและประชาชน เพิ่มศักยภาพพื้นที่ป่าสาธารณะให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่

3.ภารกิจการเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพื่อสนับสนุนการเพิ่มพื้นที่สีเขียว 55% ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตามข้อสั่งการของ รมว.ทส. ในการรักษาพื้นที่ป่าของประเทศที่มีอยู่ 102.4 ล้านไร่ ให้มีสภาพสมบูรณ์ ด้วยการเพิ่มพื้นป่าสีเขียวให้ได้จำนวน 55% ของพื้นที่ประเทศในปี 2580 ด้วยมาตรการต่างๆ เช่น การจัดทำบันทึกข้อตกลงกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์และสาขาทุกสาขา จัดตั้งศูนย์สายด่วนพิทักษ์ป่า 1362 การใช้ระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษพญาเสือ จัดตั้งชุดปฏิบัติการเหยี่ยวดง ตลอดจนมาตรการป้องกันไฟป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า เป็นต้น

4.การบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์เพื่อประชาชน เพื่อแก้ปัญหาการครอบครองที่ดินราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ โดยมีแนวทางแก้ไขประกอบด้วย (1) หลักการจัดการที่ดินชุมชนที่จะได้รับการพัฒนาต้องเป็นชุมชนที่อาศัยอยู่เดิม กำหนดขอบเขตพื้นที่ทำกินเป็นที่ยอมรับร่วมกัน และเป็นการให้สิทธิ์ทำกินไม่ให้เอกสารสิทธิ (2) แนวทางการดำเนินการจัดการ โดยการสำรวจครอบครองที่ดินและการบริหารจัดการพื้นที่ (โซนนิ่ง) ส่วนผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ให้เจรจาออกจากพื้นที่หรือดำเนินการตามกฎหมาย และทำการรวบรวมผลการตรวจสอบและการจัดระเบียบการครอบครองที่ดินที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

5.ระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol) คือ ระบบการเดินลาดตระเวนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการป้องกันปราบปรามและจัดการพื้นที่โดยประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ GIS เพื่อวางแผนลาดตระเวนเก็บข้อมูลวิเคราะห์ประมวลผลในมาตรฐานเดียวกันทุกที่ การลาดตระเวนเชิงคุณภาพเริ่มขึ้นในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นที่แรก ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทราบถึงปัจจัยต่างๆทั้งด้านสัตว์ป่า พันธุ์พืช พร้อมทั้งข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อการบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6.การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าด้านสวัสดิการ และการก่อตั้งมูลนิธิผู้พิทักษ์ป่า โดยโครงการซ่อมแซมบ้านพักผู้พิทักษ์ป่าของอุทยานแห่งชาติ ได้มีข้อสั่งการให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุกแห่ง สำรวจบ้านพักของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า หากพบไม่ได้มาตรฐานให้ดำเนินการจัดหาอุปกรณ์และซ่อมแซมปรับปรุงให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่า โดยปัจจุบันมีพื้นที่ที่ได้รับการช่วยเหลือในโครงการดังกล่าวแล้วจำนวน 26 อุทยาน 1 วนอุทยาน และ 1 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า รวมทั้งหมด 28 แห่ง 38 หลังเรือน

7.การผ่านร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ฉบับใหม่ ซึ่งที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่างฯ เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2562 ซึ่งจะส่งผลดีต่อประชาชนและได้รับประโยชน์หลายด้าน ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สร้างความสมดุลระหว่างการอยู่ของชุมชนในอุทยานแห่งชาติและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีประชาชนอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์กว่า 2,700 ชุมชน รวมพื้นที่ประมาณ 5.9 ล้านไร่ โดย พ.ร.บ.ฉบับบนี้ได้มอบอำนาจให้อธิบดี อส. มีอำนาจในการอนุญาตให้ประชาชนที่อาศัยหรือทำกินอยู่แล้วในเขตป่าอนุรักษ์ สามารถทำกินและเข้าไปอยู่ได้ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เขตป่าอนุรักษ์ สามารถเข้าไปเก็บหาของป่าหรือใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ได้ เป็นต้น

- Advertisement -