พัฒนาสิ่งแวดล้อมเมืองได้ต้อง ‘กระจายอำนาจ’ สช.เสนอรัฐบาลใหม่ให้อิสระท้องถิ่นบริหาร

สช.เปิดวงถกสานพลังเปลี่ยนเมืองป่วย ชงรัฐบาลใหม่ปลดล๊อคท้องถิ่นสร้าง “เมืองสุขภาวะ” เห็นพ้องการกระจายอำนาจ ปัจจัยสำคัญยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมเมือง

ผศ.นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) เปิดเผยในเวที “สานพลังเปลี่ยนเมืองป่วย” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2562 ตอนหนึ่งว่า เมืองมีผลต่อพฤติกรรมของคน เพราะการใช้ชีวิตของประชากรในเมืองมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เมืองเป็น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งเป็นเมืองที่สภาพทางเดินและสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อต่อการเดิน ดังนั้นเมื่อประชาชนต้องใช้รถยนต์เป็นหลักในการเดินทาง จึงขาดโอกาสออกกำลังกายและก่อปัญหาด้านสุขภาพ อีกทั้งไอเสียรถยนต์ยังเป็นต้นเหตุสำคัญของมลพิษ จนเป็นที่มาของสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในท้ายที่สุด

ผศ.นิรมล กล่าวว่า เมืองสวยๆ ในหลายประเทศต่างเกิดขึ้นได้จากการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นทั้งสิ้น เช่น เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส ที่รัฐบาลฉลาดในการสร้างกลไกทำงานร่วมกับเอกชน และให้ความสำคัญกับการเปิดช่องทางและเวทีให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างสนามบิน พิพิธภัณฑ์ รถใต้ดิน โดยไม่ต้องรอรัฐบาลกลางเท่านั้น หรือเมืองปารีส ที่ในอดีตเคยเกิดปัญหาจากมลภาวะ ฝุ่นละออง เพราะการขยายตัวของประชากรและการใช้รถยนต์เช่นกัน แต่เมื่อมีการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทในการพัฒนาเมือง ก็สามารถพัฒนาเมืองให้เอื้อต่อการเปลี่ยนพฤติกรรม ที่เอื้อให้คนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย

ผศ.นิรมล กล่าวอีกว่า สำหรับ กทม. คนในเมืองแทบไม่รู้จักผู้อำนวยการเขตของตน เพราะเป็นการแต่งตั้งลงมาและโยกย้ายบ่อย จึงทำได้เพียงดูแลความสะอาด หรืองานทะเบียนต่างๆ ไม่มีการมองอนาคตของย่านนั้น เพราะอีกไม่นานก็ไปแล้ว และงบประมาณก็จำกัด ส่วนผู้ว่าราชการ กทม.ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ซึ่งคนเดียวดูพื้นที่ทั้ง 50 เขต 1,500 ตารางกิโลเมตร อย่างไรก็ตามในทางกลับกันจังหวัดอื่นๆ ตามเทศบาลเมืองเล็กถูกเลือกตั้งเข้ามา แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการแต่งตั้ง อยากทำอะไรต้องขออนุญาต จึงเห็นได้ว่า กทม.กลายเป็นเมืองเดียวที่มีการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะต่อเนื่องทั้งที่มีระบบใหญ่โตมากแล้ว

“ในญี่ปุ่นเริ่มมีการเลือกตั้งผู้อำนวยการเขตราวปี 2518 และสามารถพัฒนาเมืองได้อย่างพลิกฟ้าดินมาตั้งแต่นั้น ดังนั้นผู้ที่จะเข้ามาบริหารในอนาคตก็ควรทลายคอขวดของประเทศไทย ด้วยการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง รัฐบาลต้องกระจายอำนาจการจัดการและพัฒนาเมืองให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการกำหนดเป้าหมายและการดำเนินการด้วย หรืออาจเสนอให้มีการกลับไปปัดฝุ่น พ.ร.บ.บรรษัทพัฒนาเมือง ขึ้นมาดูกันใหม่อีกรอบ” ผศ.ดร.นิรมล กล่าว

นายจิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ นายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์ กล่าวว่า อุปสรรคของการพัฒนาเมืองในมุมมองของท้องถิ่นคือความไม่เป็นอิสระ เนื่องจากถูกกำหนดทิศทางการบริหารมาจากส่วนกลางเกือบหมด ขณะที่งบประมาณก็ไม่สอดคล้องกับการดำเนินการตามบริบทพื้นที่ ดังนั้นจึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศว่าควรจริงใจกับการการกระจายอำนาจไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง ให้ท้องถิ่นมีความอิสระในการทำงาน เพราะท้องถิ่นมีความใกล้ชิดกับชุมชน เข้าใจงาน และสามารถดึงการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ได้ดีกว่า

นายจิตตเกษมณ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาความเป็นเมืองของเทศบาลเมืองนครสวรรค์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ การจราจรติดขัด ปริมาณขยะ น้ำท่วม ความแออัดของที่อยู่อาศัย เป็นต้น แต่จากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเทศบาลนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มุ่งเน้นการพัฒนาให้เกิดเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน ด้วยการดำเนินนโยบายที่สำคัญต่างๆ จากการริเริ่มและร่วมมือกันในหลายภาคส่วน โดยเริ่มต้นมาจากภาคชุมชน และภาคเอกชนเสนอความต้องการ ส่วนนายกเทศมนตรีนั่งหัวโต๊ะเชิญหน่วยงานต่างๆ มาร่วมกัน ประคับประคองจนงานสำเร็จตอบสนองความต้องการของประชาชน

นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ในอดีตภาคเอกชนกับภาครัฐมักแบ่งบทบาทการทำงานกันอย่างชัดเจน คือภาคเอกชนมีหน้าที่ทำธุรกิจ ส่วนภาครัฐจะเป็นฝ่ายจัดทำนโยบายพัฒนาเมือง แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชัดเจนว่าการผลักภาระให้ภาครัฐเพียงอย่างเดียวคงทำไม่ไหว เพราะทุกวันนี้เมืองขยายตัวเร็วมากและภาครัฐก็มีงบประมาณจำกัด ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของภาคเอกชนและภาคธุรกิจที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาเมืองอีกทางหนึ่ง ซึ่งภาคเอกชนนั้นเป็นภาคส่วนสำคัญที่จะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากสภาพเมืองป่วย

“ปัจจุบันภาคเอกชนได้ร่วมกันตั้งบริษัทพัฒนาเมืองขึ้นมาในจังหวัดต่างๆ เช่น ขอนแก่นพัฒนาเมือง ภูเก็ตพัฒนาเมือง เชียงใหม่พัฒนาเมือง ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองตามบริบทของแต่ละท้องถิ่น ที่ผ่านมาการเข้าไปมีบทบาทร่วมพัฒนาเมืองของภาคเอกชนไม่ใช่เรื่องราบรื่น เพราะต้องฝ่าฟันอุปสรรคจากความเข้าใจ การยอมรับ ตลอดจนกฎระเบียบอันเข้มงวดของหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชนต้องใช้เวลาและความอดทนในการทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือสร้างเมืองที่มีสุขภาวะดี” นายพรนริศ กล่าว

ด้าน นางภารนี สวัสดิรักษ์ รองประธานกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2561-2562 กล่าวว่า ข้อเสนอต่อว่าที่รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศในอนาคต คือการดำเนินงานพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ต้องไม่แยกเรื่องสุขภาพออกจากความเป็นเมือง ไม่มองเรื่องการพัฒนาเมืองเป็นเพียงการก่อสร้างหรือความทันสมัยที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงมิติของสุขภาพและสังคมไปพร้อมกันด้วย เมื่อปัญหาของเมืองมีความสลับซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย จึงต้องสานพลังทุกภาคส่วนเข้ามาแก้ไข

นางภารนี กล่าวว่า เมืองก็เหมือนกับร่างกายของมนุษย์ที่เจ็บป่วยได้หลายรูปแบบจากหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลทั้งในเชิงพื้นที่ พฤติกรรม กิจกรรม ตลอดจนสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งหมดนับเป็นปัจจัยกำหนดสุขภาพเมืองที่มีอยู่ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.พฤติกรรมของคนและสังคม เช่น ความเร่งรีบที่ก่อความเครียดจนสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น หรือพฤติกรรมเนือยนิ่งขาดการออกกำลังกาย 2.กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น การก่อสร้าง การจัดการขยะ น้ำเสีย และฝุ่นควันจากการจราจร 3.สิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ พื้นที่สีเขียว เป็นต้น

- Advertisement -