‘เอสซีจี’ ยืนยันทำเหมืองแร่หินปูนสระบุรีถูกต้อง ยึดกฎหมาย-อีไอเอ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม-ชุมชน

เอสซีจี ยืนยันได้สิทธิ์เข้าทำเหมืองแร่หินปูนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติถูกต้อง ผ่านอีไอเอตามขั้นตอน พร้อมคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม-ชุมชน

นายชนะ ภูมี Vice President – Cement and Construction Solution Business ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ชี้แจงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา มีมติผ่อนผันให้บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าทับกวางและป่ามวกเหล็ก จ.สระบุรี เพื่อทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ว่า บริษัทได้ขออนุญาตตามขั้นตอนและข้อกำหนดของทางราชการอย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกับผู้ประกอบการทุกราย

ทั้งนี้ ได้ทำตามกฎหมายควบคุม 2 ฉบับ คือ ประทานบัตรเหมืองแร่ จากกระทรวงอุตสาหกรรม มีอายุสูงสุด 25 ปี ซึ่งบริษัทได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2554 – 2579 ตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 ซึ่งถือเป็นประทานบัตรตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2560 ด้วย ส่วนอีกฉบับ คือ หนังสือขอเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่จากกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีอายุไม่เกิน 10 ปี ซึ่งบริษัท ได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2544-2554 บริษัท จึงได้ขอต่ออายุหนังสือดังกล่าวต่อกรมป่าไม้ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาบริษัทได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการขออนุญาตอย่างถูกต้องครบถ้วน และได้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมภายหลังการทำเหมืองแร่ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว และพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพและปริมาณสำรองที่สามารถทำเหมืองได้ ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงมีความเห็นให้บริษัทได้รับการพิจารณาผ่อนผันให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ได้

นายชนะ กล่าวอีกว่า เอสซีจีมีเจตนารมณ์สูงสุดในการทำเหมืองที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งยังได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเหมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การออกแบบเหมืองแบบ Semi-Open Cut ที่สามารถป้องกันและลดผลกระทบต่อชุมชนทั้งด้านฝุ่นและเสียง และยังฟื้นฟูพื้นที่ให้ยังคงทัศนียภาพของภูเขาเดิม ควบคู่กับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งผลให้เกิดความสมบูรณ์ของพันธุ์ไม้และสัตว์ป่า คืนความสมดุลให้ระบบนิเวศอย่างยั่งยืน และส่งเสริมชุมชนให้พัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล

พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งหินปูนที่มีศักยภาพ ทั้งยังมีปริมาณสำรองมากเพียงพอสำหรับการผลิตปูนซีเมนต์เพื่อการพัฒนาประเทศ และอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ระบุว่าสามารถเข้าทำประโยชน์เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ คราวละไม่เกิน 10 ปี ผู้ผลิตปูนซีเมนต์หลายรายจึงขออนุญาตเข้ามาใช้พื้นที่สำหรับการผลิตปูนซีเมนต์ ตามข้อกำหนดใน พ.ร.บ. ดังกล่าว

ประเด็นการใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A นั้น ด้วย ครม. ประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A ซึ่งไม่อนุญาตให้ผู้ใดใช้ประโยชน์ ยกเว้นผู้ที่เคยได้รับอนุญาตหรือมีข้อผูกพันกับภาครัฐมาก่อนแล้ว ซึ่งผู้ประกอบการหลายรายและเอสซีจีเข้าข่ายดังกล่าว โดยจะต้องขอผ่อนผันการใช้พื้นที่ต่อ ครม. และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในการอนุญาตอย่างถูกต้องครบถ้วน

รวมทั้งปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ อย่างเคร่งครัด ได้แก่ การจัดทำรายงานประเมินศักยภาพลุ่มน้ำ รายงานผลการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และรับฟังความคิดเห็นของชุมชน รายงานการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายหลังการทำเหมืองแร่ เสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ รวมทั้งตรวจสอบความสมบูรณ์ของป่าไม้ เพื่อประกอบการพิจารณาเห็นชอบของ ครม.

สำหรับมติ ครม. ที่อนุมัติผ่อนผันให้บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าทับกวางและป่ามวกเหล็ก จ.สระบุรี เพื่อทำเหมืองแร่หินปูนทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้เสนอขอผ่อนผันให้บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย เข้าทำประโยชน์แปลงที่ 1 จำนวน 15 แปลง ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ในท้องที่ ต.มวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก และ ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี รวมเนื้อที่ 3,223 ไร่ 2 งาน 25 ตารางวา (พื้นที่ประทานบัตร 15 แปลง มีเนื้อที่รวม 3,311 ไร่ 2 งาน 67 ตารางวา)

อย่างไรก็ดี สาเหตุการยื่นขอ ครม. ทำเหมืองแร่หินปูน เนื่องจากหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติสิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2554 แต่อายุประทานบัตรเหมืองแร่ยังคงเหลืออยู่ถึงวันที่ 27 เมษายน 2579 ทางกรมทรัพยากรธรณีได้พิจารณาข้อมูลแหล่งแร่ในพื้นที่ดังกล่าวแล้วพบว่า บริเวณพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพและปริมาณสำรองที่สามารถทำเหมืองได้

ขณะที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเห็นว่า ในช่วงการอนุญาตที่ผ่านมาผู้รับอนุญาตได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการอนุญาตถูกต้องครบถ้วน และได้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมภายหลังการทำเหมืองแร่ (Post Evaluation) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว (และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติให้บริษัทเฝ้าระวังด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนและคนงาน และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมภายหลังการทำเหมืองแร่อย่างเคร่งครัดด้วย)

ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความเห็นให้บริษัทได้รับการพิจารณาผ่อนผันให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ เป็นการเฉพาะรายต่อไปได้จนสิ้นอายุประทานบัตร วันที่ 27 เมษายน 2579

- Advertisement -