เสนอพรรคการเมืองร่วมดัน กม.อากาศสะอาด ผลักสู่นโยบายเร่งด่วน-แก้ปัญหามลพิษจริงจัง

เสนอพรรคการเมืองร่วมดัน กม.อากาศสะอาด ผลักสู่นโยบายเร่งด่วน-แก้ปัญหามลพิษจริงจัง

กลุ่มไทยพร้อม-เครือข่าย ร่วมผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด “Clean Air Act” เตรียมเสนอพรรคการเมืองเป็นนโยบายเร่งด่วน

กลุ่มไทยพร้อม (ThaiPrompt) ร่วมกับเครือข่าย จัดเวทีเสวนา “อากาศสะอาดเป็นของมนุษยชาติ” เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2562 เพื่อผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด หรือ Clean Air Act ในประเทศไทย สืบเนื่องจากวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และหลายพื้นที่ทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมา โดยทางกลุ่มยังเตรียมที่จะยื่นหนังสือถึงพรรคการเมืองต่างๆ ให้ผลักดันกฎหมายนี้เป็นนโยบายเร่งด่วน ในวันที่ 8 มี.ค.นี้ พร้อมการรณรงค์ผ่านเว็บไซต์ change.org

อิริก แอนเดอร์สัน เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อมฯ สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า กฎหมายอากาศสะอาดในสหรัฐอเมริกาที่มีมาตั้งแต่ ค.ศ.1970 ให้อำนาจทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลมลรัฐต่างๆ ออกกฎเกณฑ์จำกัดการปล่อยก๊าซต่างๆ ทั้งกับโรงงานอุตสาหกรรมและยานพาหนะ นอกจากนี้ยังมีสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (EPA) ทำหน้าที่ออกระเบียบและให้ความช่วยเหลือรัฐต่างๆ ในการวางแผน ทบทวนแผน และตรวจสอบให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมทั้งมีการกำหนดมาตรฐานของสารพิษในอากาศ

“หากพบผู้ละเมิด EPA จะออกคำเตือน ออกคำสั่งให้แก้ไข สั่งปรับก็ได้ หรือกระทั่งฟ้องผู้ละเมิดในศาลได้ด้วย เราจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ที่ฉลาดในการรับมือและให้ภาคเอกชนเข้าร่วมด้วย ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดง่ายๆ ช่วงก่อตั้ง EPA ต้องประนีประนอมหลายประเด็น เพื่ออย่างน้อยจะได้ขยับเข้าใกล้เป้าที่ต้องการ” อิริก กล่าว

นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กฎหมายอากาศสะอาดของสหรัฐอเมริกาไม่ได้เน้นการควบคุมอย่างเดียว แต่ส่งเสริมให้ลดมลพิษอย่างเป็นระบบด้วย นอกจากนี้ยังมีการให้ทุนการวิจัย 20 ปีแก่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อติดตามผลกระทบทางสุขภาพของผู้คน โดยใน ค.ศ.1993 ได้ตีพิมพ์ผลวิจัยทำให้คนรู้จักอันตรายของ PM2.5 ต่อมาปี ค.ศ.1995 สมาคมโรคมะเร็งอเมริกันเผยแพร่ผลการศึกษาว่า PM2.5 ทำให้เกิดการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

“หลักฐานทั้ง 2 ชิ้นนี้ทำให้สมาคมโรคปอดอเมริกันฟ้อง EPA ในปี ค.ศ.1997 ส่งผลให้หน่วยงานนี้ต้องเพิ่มมาตรฐานอากาศและบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดมากขึ้น ดังนั้นข้อเสนอสำหรับประเทศไทย คือ 1.ยกร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่รอบด้าน ทั้งการควบคุมและลดมลพิษ 2.ตั้งหน่วยงานกลางอย่าง EPA 3.สร้างระบบติดตามตรวจสอบสภาพอากาศในทุกพื้นที่ 4.ผลิตองค์ความรู้ที่ทันสมัยรวมสหวิทยาการ” นพ.วิรุฬ กล่าว

นพ.วิรุฬ กล่าวอีกว่า จากรายงานของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ปี 2561 ที่อ้างอิงข้อมูลจากทีมวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ระบุว่าแหล่งกำเนิด PM2.5 ใน กทม.คือ ไอเสียรถยนต์ดีเซล การเผาชีวมวล และฝุ่นทุติยภูมิ ซึ่งการวิเคราะห์ที่มาของฝุ่นนั้นเป็นไปตามบัญชีการปลดปล่อยมลพิษ ที่ยังขาดความครบถ้วนของข้อมูลในภาคอุตสาหกรรม

นางเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า บัญชีการปลดปล่อยมลพิษเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก และประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายนี้ ขณะที่ต่างประเทศล้วนมีแล้ว โดยสาระสำคัญคือกำหนดให้แหล่งกำเนิดมลพิษต้องส่งข้อมูลการปล่อย พร้อมระบุชนิดและปริมาณด้วย ซึ่งในสหรัฐอเมริกามีการกำหนดตัวมลพิษที่ต้องรายงานไว้กว่า 800 ชนิด ญี่ปุ่นประมาณ 200 ชนิด ทั้งนี้มูลนิธิฯ ยกร่างกฎหมายบัญชีการปล่อยมลพิษในปี 2558 และสำรวจความเห็นภาคอุตสาหกรรมในมาบตาพุด พบว่า 79% อยากให้มีและยินดีปฏิบัติตาม แต่เกิดรัฐประหารก่อนจึงยังไม่ได้ผลักดัน

นางเพ็ญโฉม กล่าวอีกว่า พ.ร.บ.โรงงานฯ ที่เพิ่งผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา อาจมีผลเอื้ออำนวยให้ผู้ประกอบการตั้งโรงงานได้มากขึ้น จากการผ่อนคลายมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งอาจมีผลต่อความรุนแรงของปัญหามลภาวะทางอากาศให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงปัญหา PM2.5 ดังนั้นข้อเสนอในทางนโยบายคือ ต้องแยกอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนและควบคุมมลพิษให้แยกขาดจากกันและมีอำนาจทัดเทียมกัน

รศ.วิษณุ อรรถานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ทำการวิจัยโดยใช้แนวคิดความพึงพอใจในชีวิต รวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยมีการคำนวณความเต็มใจจ่ายของคน กทม.ว่าหากต้องการอากาศสะอาดยอมจ่ายเงินเท่าไร พบว่าหากต้องการให้ฝุ่น PM10 ลดลง 1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จากที่เกินระดับความปลอดภัย คน กทม.เต็มใจจ่าย 6,380 บาทต่อปีต่อครัวเรือน เมื่อคูณกับ 2.89 ล้านครัวเรือน จะได้เงินจำนวน 18,420 ล้านบาทต่อปี

“เราอาจกล่าวโทษหน่วยงานกำกับดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมาก แต่งบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมของไทยมุ่งเน้นไปที่ด้านอื่นๆ เช่น การแก้ปัญหาน้ำเสีย กำจัดขยะ เป็นหลัก ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณการดูแลมลภาวะทางอากาศให้สมดุลกับงานที่ต้องทำด้วย” รศ.วิษณุ กล่าว

ผศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย กล่าวว่า แนวคิดในทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญและไม่ค่อยพูดถึงกันคือ มรดกร่วมกันของมนุษยชาติ ซึ่งอากาศที่ดีนั้นอยู่ในแนวคิดนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ของใคร และทุกคนรับตกทอดจากการบรรพบุรุษ จึงมีหน้าที่ต้องรักษาเพื่อส่งให้รุ่นถัดไป และ Right to breathe clean air จึงเกิดขึ้น

“ถามว่ากฎหมายอากาศสะอาดเกิดในประเทศไทยหรือยัง เรามีแบบไม่เต็มที่ ไม่มากพอที่จะแก้ปัญหาได้ และยิ่งกว่านั้นโครงสร้างองค์กรของเราอ่อนแอมาก หน่วยงานต่างๆ ไม่สามารถทำงานให้ได้ผล ถ้าจะเริ่มผลักดันก็เริ่มได้เลย ตรงไหนก็ได้ขอแค่เริ่ม” ผศ.คนึงนิจ กล่าว

ศ.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) กล่าวว่า ประเด็นที่ต้องคำนึงและพูดถึงอย่างมากคือ PM2.5 ไม่ใช่แค่ฝุ่น แต่ยังมีสารก่อมะเร็งนับร้อยชนิด เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม หรือสารโลหะหนักหลายชนิด นอกจากนี้ยังมีจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหลายตัวด้วย ซึ่งสิ่งที่เรียกร้องมาโดยตลอดคือ อยากเห็นค่ามาตรฐานสารก่อมะเร็งในชั้นบรรยากาศ แต่ก็ไม่เกิดความคืบหน้าอย่างใด

ด้าน นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า เครื่องมือหนึ่งในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวคือ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจัดประชุมทุกเดือน ธ.ค. โดยในปี 2562 อาจตั้งเป้าบรรจุเรื่องนี้ในระเบียบวาระ โดยภาคส่วนต่างๆ ต้องร่วมเตรียมการพร้อมกับเคลื่อนไหวด้านอื่น ทั้งการผลักดันข้อเสนอกับพรรคการเมือง การให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน และสร้างแรงกระตุ้น ปลุกพลังทุกภาคส่วนมาสานพลังบูรณาการความร่วมมือ เพื่อแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศอย่างจริงจัง

 , , , ,