นักวิชาการแนะออก ‘กฎหมายอากาศสะอาด’ แก้โครงสร้าง-จัดตั้งสำนักพิทักษ์สิ่งแวดล้อม

ผู้เชี่ยวชาญระบุปัญหาฝุ่น PM2.5 ต้องแก้ที่กฎหมาย เสนอเพิ่ม “กฎหมายอากาศสะอาด-สำนักพิทักษ์สิ่งแวดล้อม” กุญแจสู่การขจัดมลพิษ-แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไทย

ศ.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (NIDA) เปิดเผยในเวทีเสวนา “ฝุ่น PM2.5 มีอะไร ไทยพร้อมล้อมวงครั้งที่ 3” จัดโดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2562 ตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยควรต้องมีกฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) และการจัดตั้งสำนักพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพราะตราบใดที่ยังไม่มีกฎหมายและหน่วยงานขึ้นมากำกับดูแล ปัญหาฝุ่น PM2.5 ก็จะถูกยกขึ้นมาพูดถึงในทุกปี

ศ.ศิวัช กล่าวว่า แนวทางการป้องกันฝุ่น PM2.5 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการฉีดน้ำหรือใช้เครื่องฟอกอากาศ ล้วนเป็นการกระทำที่ปลายเหตุ ซึ่งหากมองในอีกมุมหนึ่งปัญหามลพิษฝุ่น PM2.5 จะถือเป็นนิมิตรหมายสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องฝุ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมทั้งหมด เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาในเชิงโครงสร้าง ไม่มีหน่วยงานใดอยากออกมายอมรับว่า ปัญหามลพิษฝุ่นเป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของตนเอง เพราะแต่ละภาคส่วนต่างใช้กฎหมายกำกับดูแลกันคนละตัว

“ปัญหาคือกรมควบคุมมลพิษถูกจี้ แต่ถามว่าไปปิดโรงงานได้ไหม เขาก็บอกว่าไม่ได้อำนาจมันอยู่ที่กรมโรงงาน ไปสั่งให้ชาวบ้านหยุดเผาได้ไหม ไม่ได้ หน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นคนดูแล เปลี่ยนจากยูโร 4 เป็นยูโร 5 ได้ไหม ไม่ได้ เป็นส่วนเชื้อเพลิงของกรมพลังงาน สรุปแล้วทำอะไรไม่ได้สักอย่าง มันต้องมีเหมือนกับ DSI ในเวอร์ชั่นของสิ่งแวดล้อม เราต้องการสำนักพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งชาติมาจัดการกับปัญหาพิเศษ ไม่ใช่พอเกิด PM2.5 ทีหนึ่ง ก็ไล่ถามใครเป็นเจ้าภาพ” ศ.ศิวัช กล่าว

ศ.ศิวัช กล่าวอีกว่า กฎหมายอากาศสะอาดในต่างประเทศนั้น จะแตกต่างจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมปี 2535 ของประเทศไทย ตรงที่มีรายละเอียดมากกว่า ซึ่งหากดูในตัวกฎหมายของไทยจะเห็นว่าถูกร่างขึ้นไว้หยาบๆ ไม่มีการกำหนดมาตรการเผา ไม่มีกำหนดอัตราการปล่อยฝุ่นและขี้เถ้าไว้อย่างชัดเจน รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ดักจับมลพิษสำหรับเตาเผาในแต่ละที่ ซึ่งอาจมีอยู่แต่มันกระจัดกระจายกันไปในกฎหมายอื่นๆ จึงจำเป็นต้องจับเอามารวมกันไว้ในกฎหมายฉบับเดียว

ผศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กฎหมายสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่กว้างและลึก เพราะคาบเกี่ยวกับหลายส่วน เมื่อจะใช้กฎหมายต้องใช้ประกอบกับเครื่องมืออื่นเสมอ เช่น กฎหมายกับนโยบาย กฎหมายกับเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ หากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายอากาศสะอาดที่แยกเฉพาะออกมารองรับ สำนักพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งชาติก็จะไม่เกิดขึ้น หรือถ้าจัดตั้งตัวองค์กรขึ้นมาอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ เพราะทั้งสองส่วนต้องผนวกกัน

“ต่างประเทศเขามีสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญขั้นพื้นฐาน คือสิทธิในการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี แต่เรื่องนี้ไม่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับไหนเลย ทั้งปี 2540, 2550, 2560 เขาไม่เคยเขียนรองรับว่าสิทธิเหล่านี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้ามันสถิตอยู่ในรัฐธรรมนูญ มันจะทำให้กฎหมายลูกทั้งหลายต้องแก้ตาม รวมถึงกฎหมายใหม่อย่าง Clean Air Act ที่ไม่เคยมีในบ้านเรา มันจะทำให้เกิดขึ้นใหม่ได้โดยไม่ยาก ซึ่งที่ผ่านมามีการร่างและเสนอต่อผู้นำหลายรัฐบาลแล้ว แต่เขาไม่เห็นด้วย” ผศ.คนึงนิจ กล่าว