เร่งแผนคุมการใช้น้ำหลังอุตุฯคาดปีนี้ ‘แล้ง’ เร็ว เตรียมจำกัดพื้นที่การเพาะปลูก-จัดทำบัญชีผู้ใช้

สทนช.เร่ง 5 แผนคุมผลกระทบเสี่ยงแล้ง หลังอุตุฯคาดปลายก.พ.นี้ ไทยเข้าสู่ฤดูร้อนลากยาวถึง พค. เตรียมคุมพื้นที่เกษตร-จัดทำบัญชีน้ำตามกฎหมายใหม่

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ลักษณะอากาศและปริมาณฝน 3 เดือนล่วงหน้า โดยกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าปริมาณฝนรวมของประเทศไทยจะต่ำกว่าค่าปกติ 5% ในภาคเหนือ และภาคใต้ฝั่งตะวันตก และต่ำกว่าปกติ 10% ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ตะวันออก กรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล

ขณะเดียวกัน คาดว่าฤดูร้อนของประเทศไทยปีนี้จะเริ่มประมาณปลายเดือน ก.พ. ถึงประมาณกลางเดือน พ.ค. โดยคาดว่าอุณหภูมิบริเวณตอนบนของประเทศจะสูงกว่าค่าปกติและสูงกว่าปีที่แล้ว ส่วนปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 10-30% เว้นแต่ในเดือน เม.ย. ที่มีฝนใกล้เคียงปกติบริเวณภาคเหนือ ซึ่งจากลักษณะอากาศดังกล่าวอาจส่งผลให้เพิ่มความสูญเสียน้ำในระบบและแหล่งน้ำมากขึ้น

นายสมเกียรติ กล่าวว่า สทนช.จึงได้ประสานขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มข้นการควบคุมการจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผน พร้อมงดการส่งน้ำนอกแผน การตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกเกินแผน จัดทำทะเบียนเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชรอบสอง แจ้งเตือนเกษตรกรงดการปลูกพืชฤดูแล้งและพืชต่อเนื่อง พร้อมทั้งแจ้งเตือนขอความร่วมมือทุกภาคส่วนก่อนจะดำเนินการตาม พ.ร.บ.น้ำ พ.ศ.2561

ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกปี 2561-2562 จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าในเขตพื้นที่ชลประทานมีการเพาะปลูกข้าว 7.6 ล้านไร่ จากแผน 8 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 96% ซึ่งแม้ว่าในภาพรวมมีพื้นที่ปลูกไม่เกินแผน แต่พบว่าบางพื้นที่มีการเพาะปลูกข้าวเกินแผนรวม 8.2 แสนไร่ ใน 24 จังหวัด

ขณะที่ นอกเขตพื้นที่ชลประทานมีการเพาะปลูกข้าว 2 ล้านไร่ จากแผน 3.1 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 64% ภาพรวมยังไม่เกินแผนเช่นเดียวกัน แต่มีการเพาะปลูกข้าวเกินแผน 4 จังหวัด รวม 3.4 หมื่นไร่ ซึ่ง สทนช.ได้ประสานขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดสรรน้ำ วิเคราะห์หาสาเหตุพื้นที่ที่มีการปลูกพืชเกินกว่าแผน ส่งผลทำให้พื้นที่อื่นที่มีความพร้อมอาจขาดโอกาสในการใช้น้ำเพื่อการปลูกพืชด้วย

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทุกหน่วยงานได้ร่วมกันกำหนดกรอบแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ ในช่วงฤดูแล้งปี 2561-2562 รวม 5 มาตรการหลัก โดย สทนช.จะได้นำเสนอต่อ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์น้ำฯ รับทราบ ต่อไป

สำหรับมาตรการประกอบด้วย 1.ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดทำมาตรการควบคุมพื้นที่เพาะปลูกพืชให้สอดคล้องกับแผนการจัดสรรน้ำ 2.ติดตามเฝ้าระวังสภาพน้ำในลำน้ำสายหลักและพื้นที่เสี่ยงภัยต่างๆ เพื่อแจ้งข้อมูลให้ทางจังหวัดประชาสัมพันธ์ให้ราษฎรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทราบและเตรียมการป้องกัน

3.การประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ รณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ ใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งนี้อย่างประหยัดโดยเฉพาะเพื่อการอุปโภคบริโภค ไม่ปลูกพืชฤดูแล้ง โดยเฉพาะการขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 22 จังหวัด ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ให้ช่วยประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรไม่เพาะปลูกข้าวต่อเนื่องหลังการเก็บเกี่ยว และปรับเปลี่ยนอาชีพอื่น เนื่องจากมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ตอนบนมากกว่าแผนฯ

4.การเตรียมความพร้อมในด้านเครื่องจักรเครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถขุด เรือขุด วัสดุอุปกรณ์ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนหรือพื้นที่เกษตรที่รอเก็บเกี่ยวให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด 5.ขอให้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบบริหารจัดการแหล่งน้ำ เตรียมการจัดทำบัญชีรายชื่อแหล่งน้ำ ผู้ใช้น้ำ โดยแสดงขอบเขตของพื้นที่ที่รับผิดชอบในเชิงพื้นที่ตามที่ระบุใน พ.ร.บ.น้ำ พ.ศ.2561 โดย สทนช.จะกำหนดแนวทางปฏิบัติต่อไป

- Advertisement -