จับตา 14 ก.พ.ลุ้นมติยกเลิกใช้สาร ‘พาราควอต’ วอนกรรมการยึดประโยชน์คนไทยอย่างแท้จริง

เครือข่ายภาคประชาชนจับตาคณะกรรมการวัตถุอันตราย ตัดสินเลิกใช้ “พาราควอต” 14 ก.พ.นี้ หากไทยยกเลิกยากำจัดศัตรูพืชครั้งนี้ จะกลายเป็นประเทศที่ 51 ที่ยกเลิกการใช้

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี เปิดเผยในการแถลงข่าว “จับตา คกก.วัตถุอันตรายตัดสินชะตาไทย จะก้าวพ้นการเป็นประเทศด้อยพัฒนาที่ยังใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อชีวิตพลเมืองหรือไม่” เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2562 ตอนหนึ่งว่า ในวันที่ 14 ก.พ.นี้ คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีการประชุมทบทวนการอนุญาตให้มีการใช้พาราควอตอีกครั้ง ตามคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเสนอให้มีการยกเลิกการใช้พาราควอตภายใน 1 ปี

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าจับตาว่าการลงมติจากหน่วยงานของรัฐในวันที่ 14 ก.พ.นี้ จะเป็นไปในทิศทางใด เนื่องจากครั้งนี้เป็นการลงมติโดยมีการพิจารณาคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการ ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถเสนอต่อรัฐบาลให้มีการดำเนินการตามคำวินิจฉัย หรือส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้

นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า หากประเทศไทยสามารถยกเลิกการใช้สารพาราควอตได้ จะกลายเป็นประเทศที่ 51 ที่ยกเลิกการใช้สารพาราควอต ซึ่งขณะนี้ประเทศจีน ที่มีการผลิตสารพาราควอตมากที่สุดในโลกถึง 80% และประเทศบราซิล ที่มีการใช้สารพาราควอตมากที่สุด ต่างกำลังยกเลิกการใช้สารพาราควอตภายในประเทศ

“ประเทศไทยมีการนำเข้าพาราควอต 40 ล้านกิโลกรัม ซึ่งอันตรายจากสารพาราควอตมีพิษเฉียบพลันสูง และยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและภาคการเกษตร โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกเลิกการใช้สารพาราควอต ด้วยเหตุผลว่าสารพาราควอตมีผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ชีวิตของประชาชนและกระทบถึงสิ่งแวดล้อมด้วย” นายวิฑูรย์ กล่าว

นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า สิ่งที่คาดหวังในการประชุมวันที่ 14 ก.พ.นี้ คือคณะกรรมการทุกคน หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ จะรวบรวมข้อมูลเหตุผลที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทยอย่างแท้จริง และมีการลงมติอย่างเปิดเผยว่าผู้ใดมีความคิดเห็นอย่างไร ซึ่งในคณะกรรมการชุดปัจจุบันเองได้มีข้อครหามาโดยตลอด ว่าบางรายมีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ หรือไม่

“ดังนั้นเพื่อความชัดเจน จึงขอให้คณะกรรมการคนใดที่มีผลประโยชน์ในส่วนนี้ให้ถอนตัวจากการลงคะแนนเสียง เพราะหากมีการตรวจสอบและพบเจอในภายหลังจะยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ และอยากให้องค์กรที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ควรยืนอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของประชาชน หันมาใส่ใจสุขภาพชีวิตของคนไทย โดยการยกเลิกใช้สารพาราควอต หรือยุติการใช้จนกว่าจะสามารถหาหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ได้ ว่าสารตัวนี้ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตของมนุษย์” นายมานะ กล่าว

ด้าน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ข้อเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย คือ 1.การประชุมในวันที่ 14 ก.พ.นี้ ต้องตัดสินอย่างเปิดเผย โปร่งใส และให้สาธารณะสามารถตรวจสอบและรับรู้ได้ว่าใครตัดสินอย่างไร 2.ขอให้บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจสารเคมี ลาออกจากการเป็นคณะกรรมการ แต่ยังสามารถให้ข้อมูลข้อเท็จจริงได้ เพื่อคำตัดสินเป็นไปโดยยุติธรรม

น.ส.สารี กล่าวว่า ทั้งนี้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมแสดงพลังได้ โดยการโพสต์ข้อความหรือร่วมแสดงความเห็นต่างๆ เกี่ยวกับการยกเลิกการใช้สารเคมีดังกล่าว พร้อมติดแฮชแท็ก #ไม่เอาพาราควอตคลอไพริฟอสและไกลโฟเซต ตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ.เป็นต้นไป เพื่อเป็นการส่งเสียงไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย ข้าราชการจากหน่วยงานของรัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ ว่าเหล่าผู้บริโภคขอไม่เอาสารเคมีอันตราย

- Advertisement -