วิกฤตฝุ่นอาจสร้างความเสียหายหลายหมื่นล้าน แนะทำดัชนีอากาศสุขภาพ-เร่งปลูกพืชใบหยาบ

นักเศรษฐศาสตร์ชี้วิกฤต PM2.5 อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลักหมื่นล้าน นักวิชาการเสนอทำดัชนีคุณภาพอากาศเชิงสุขภาพ-เร่งปลูกพืชใบหยาบซับฝุ่นละออง

รศ.วิษณุ อรรถวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยในเวทีพูดคุย “มลภาวะทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 กับผลกระทบต่อสุขภาพคนไทย” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2562 ตอนหนึ่งว่า ในแง่เศรษฐศาสตร์การเพิ่มขึ้นเกินเกณฑ์มาตรฐานทุก 1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ของฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) จะสร้างความเสียหายแก่คนกรุงเทพมหานคร (กทม.) ถึง 18,400 ล้านบาทต่อปี จึงหมายความว่าเมื่อเป็นฝุ่น PM2.5 จะยิ่งสร้างความเสียหายมากกว่า

รศ.วิษณุ กล่าวว่า ดังนั้นจึงอยากเสนอมาตรการแก้ปัญหา 6 อย่าง ประกอบด้วย 1.สร้างความตระหนักรู้ถึงอันตรายของฝุ่นพิษ 2.ลดการปล่อยฝุ่นพิษจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในรถยนต์ 3.ลดฝุ่นจากการเผาในที่โล่งแจ้งในภาคเกษตร 4.ควบคุมและตรวจสอบการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม 5.สร้างความร่วมมือ ข้อตกลง และใช้มาตรการทางการค้าเพื่อป้องกันมลพิษจากประเทศเพื่อนบ้าน 6.ประเมินผลความสัมฤทธิ์ของมาตรการต่างๆ

ผศ.เอื้อมพร มัชฌิมวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินคุณภาพอากาศและมลพิษทางอากาศ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาในระยะยาว ประเทศไทยควรสร้างดัชนีคุณภาพอากาศเชิงสุขภาพ หรือ Air Quality Health Index (AQHI) เพื่อเป็นมาตรฐานในการตรวจวัดคุณภาพอากาศ ส่วนในด้านการติดตามสภาพอากาศ ควรใช้แอพพลิเคชั่นสำหรับการอ้างอิงคุณภาพอากาศที่มีการอัพเดทที่สุด และใช้เครื่องมือวัดที่มีมาตรฐานในระดับสากล เช่น แอพพลิเคชั่น Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษ เป็นต้น

ศ.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า ขณะนี้สาธารณะสนใจเรื่องฝุ่น PM2.5 กับดัชนีคุณภาพอากาศมาก แต่อีกส่วนหนึ่งที่อยากให้ใส่ใจคือสารก่อมะเร็งที่มากับฝุ่นเหล่านั้น ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีค่ามาตรฐานควบคุมสารก่อมะเร็งในชั้นบรรยากาศ โดยจากงานวิจัยพบว่าค่าเฉลี่ยสารก่อมะเร็ง 19 ชนิด ใน กทม. มีปริมาณสูงสุด ตามด้วย จ.เชียงใหม่ และ จ.ภูเก็ต

นพ.อนวัช เสริมสวรรค์ อายุรแพทย์ด้านหัวใจ คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า ข้อเสนอของการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น ตัวอย่างเช่น กระทรวงสาธารณสุขควรกำหนดมาตรฐานเครื่องป้องกัน และควบคุมราคาเครื่องฟอกอากาศ ในฟากกรมควบคุมมลพิษ ก็ควรตรวจสอบโรงงานและแหล่งก่อมลพิษต่างๆ รวมถึงการจัดการจราจรใน กทม. เพื่อลดการปล่อยควันจากรถยนต์

ผศ.ธรรมรัตน์ พุทธไทย คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในส่วนของมาตรการระยะยาวควรเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง โดยให้พิจารณาต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบหรือใบร่วงน้อย เลือกพืชที่ใบมีขน มีความสากของใบ เนื่องจากมีงานวิจัยรองรับว่าต้นไม้ที่ใบผิวหยาบ มีความสาก หรือมีขน จะสามารถดักจับฝุ่นได้ดีกว่าต้นไม้ที่มีผิวใบเรียบ ดังนั้นต้นไม้ใหญ่และไม้พุ่มที่มีใบขนาดเล็กจำนวนมาก จะมีประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่นละอองสูงกว่าต้นไม้ที่มีใบขนาดใหญ่แต่มีจำนวนใบน้อย

พญ.ปองทอง ปูรานิธี ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เด็กจะมีความเสี่ยงจากผลกระทบของฝุ่น PM2.5 มากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กหายใจเร็วกว่าและอยู่ใกล้พื้นดิน ทำให้ดูดซึมมลพิษได้มากกว่า และหากเด็กวิ่งเล่นหรือออกกำลังกายก็จะยิ่งหายใจเร็ว รับมลพิษเข้าร่างกายได้มากขึ้น ขณะที่ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กกำจัดสิ่งแปลกปลอมได้ไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ ถ้ารับมลพิษตั้งแต่อายุน้อยก็จะเกิดโรคในระยะยาวได้ ดังนั้นในสภาวะที่ฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน ควรงดกิจกรรมกลางแจ้งของเด็กและอยู่ในอาคารที่ปิดมากที่สุดเพื่อป้องกันฝุ่นจากสภาพแวดล้อมภายนอก

ด้าน ผศ.ทพ.วีระศักดิ์ พุทธาศรี รองเลขาธิการ สช. กล่าวว่า วิกฤตฝุ่น PM2.5 ครั้งนี้ จะถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะใช้พลิกฟื้น กทม. ไม่ใช่แค่เฉพาะประเด็นเรื่องฝุ่นละออง แต่ยังรวมถึงประเด็นอื่นๆ อย่างเมืองสีเขียว เมืองจักรยาน และกระบวนการต่างๆ ที่จะประกอบเป็นภาพใหญ่เพื่อพลิกเมือง กทม. อย่างเป็นรูปธรรม

- Advertisement -