‘สระบุรี’ ศึกษาพัฒนาทางเท้าดี-คนเดินสะดวก วางเป้าแก้ไขกายภาพถนน-รองรับเมืองเติบโต

สระบุรีทดสอบคืนทางเท้า-นำร่องพัฒนาถนน หนุนเมืองแห่งการเดิน-เพิ่มความสวยงาม เตรียมรองรับการเติบโตหลังมีรถไฟความเร็วสูง

จ.สระบุรี และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกันจัดกิจกรรมสร้างสถานการณ์จำลองคืนชีวิตทางเท้าให้เมืองสระบุรี ครั้งที่ 1 ภายใต้ชื่อ “สระบุรี มอ มอ” ตามโครงการวิจัยการศึกษากลไกเชิงพื้นที่ โดยการวางแผนและออกแบบเมืองอย่างชาญฉลาด เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและสังคม เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2562 บริเวณถนนสุดบรรทัด จ.สระบุรี

นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เปิดเผยว่า สภาพทางกายภาพของพื้นที่ในเขตเมืองของสระบุรี เป็นชุมชนที่หนาแน่น มีการวางผังเมืองที่ไม่เป็นปัจจุบัน ประกอบกับการเติบโตของเมืองที่โตแบบรวดเร็วทำให้เกิดการแออัด จึงได้เริ่มทำโครงการนำร่องที่จะพัฒนาทางกายภาพถนนให้สวยงาม เกิดความสะดวกสบายของผู้ใช้ถนน เป็นโมเดลของจังหวัด และเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

นายนพดล ธรรมวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สระบุรีพัฒนาเมือง จำกัด กล่าวว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาได้หารือกับภาควิชาการหลายแห่งที่มาช่วยกันคิด เพราะเชื่อว่าไอเดียในการพัฒนาเมืองจะเกิดการยอมรับและมีทิศทางที่ชัดเจน จะต้องใช้งานวิจัยหรืองานวิชาการเข้ามาช่วยตัดสินใจ ส่วนจะรณรงค์ให้คนสระบุรีเข้ามามีส่วนร่วมต้องทำอย่างไร อันดับแรกคือการทำให้ประชาชน เข้าถึง เข้าใจ พื้นฐานที่สุดคือวันนี้คนเดินถนน เดินแล้วไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่ต้องเดินลงไปถนน เหล่านี้คือสวัสดิภาพที่ใกล้ตัวเขาที่สุด

“วันนี้เป็นสถานการณ์จำลอง ทางม้าลายที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวสระบุรี คือลายวัวซึ่งไม่เหมือนทางม้าลายที่ไหนในโลก เรามีพื้นที่ที่เรียกว่า Technical Urbanism เสาลายวัวและตกแต่งสีสันทำให้ประชาชนเกิดความตระหนักว่าถ้าหากเรามีทางเดินที่ร่มรื่นปลอดภัย ก็จะเป็นประโยชน์ ส่วนทางเท้าที่ดีก็เป็นความคาดหวังที่เราจะพัฒนาร้านค้าสตรีทฟู้ดให้ดีขึ้นในอนาคต” นายนพดล กล่าว

นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร รองประธานคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดินคนที่ 1 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ประชาชนทุกคนต้องตระหนักถึงความเจริญที่กำลังลุกคืบ ว่าจะมาพร้อมกับปัญหาความเป็นอยู่ที่ดีของคนในตัวเมือง การขนส่งที่ล่าช้าเสียเวลาการเดินทาง หมอกควัน ฝุ่นละออง รวมถึงผู้เข้ามาหาประโยชน์โดยไม่ชอบ ดังนั้นสิ่งที่จะได้รับจึงเป็นทั้งประโยชน์และโทษตามมา

“การพัฒนาเมืองให้เป็นสมาร์ทซิตี้มุ่งแก้ไขปัญหาของคนที่อยู่ในเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากการเคลื่อนย้าย การเดินทาง การประกอบธุรกิจ การพัฒนาเมืองต้องเน้นตรงนี้ แต่ไม่ใช่ว่าทำครั้งเดียวจะสำเร็จ แต่ต้องทำเป็นสิบๆ ครั้ง เพราะการแก้ไขปัญหาอย่างมีระบบจะต้องมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน” นายมนุชญ์ กล่าว

นายสุชัย เลยะกุล ขนส่งจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า หากไม่นับรวมกรุงเทพมหานคร (กทม.) สถานีขนส่ง จ.สระบุรี มีการจัดเก็บค่าบริการสูงที่สุดของประเทศ โดยมีผู้ใช้บริการสะสมแต่ละวันไม่น้อยกว่า 2,000 คนต่อวัน ขณะที่สภาพรถยังเป็นแบบเดิมเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่เพื่อรองรับนโยบายรถไฟความเร็วสูง กระทรวงคมนาคมจึงมอบหมายให้ทำการศึกษาพื้นที่รัศมี 100 เมตร รอบจุดที่จะเป็นสถานีรถไฟความเร็วสูง เพื่อวางแผนการเดินทางให้กับประชาชนที่จะเข้ามาใช้บริการ

“ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำโครงการศึกษาความเป็นไปได้ โดยใช้เทคโนโลยีแอพพลิเคชั่นเข้ามาเป็นเครื่องมือ ตั้งสมมติฐานว่าเป็นไปได้หรือไม่หากมีข้อมูลให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเห็นเส้นทาง และตำแหน่งของรถโดยสารสาธารณะทุกคนที่กำลังวิ่งและที่กำลังมาถึง เพื่อวางแผนการเดินทาง เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของผู้ใช้รถสาธารณะ โดยคาดว่าอย่างน้อยในปี 2562 นี้จะมีคำตอบบางอย่างให้กับสังคม ซึ่งสามารถนำไปเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดอื่นๆ ได้อย่างแน่นอน” นายสุชัย กล่าว

ด้าน ผศ.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการหน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ สกว. กล่าวว่า เหตุผลที่เลือกพื้นที่ จ.สระบุรี เพื่อดำเนินโครงการวิจัย เนื่องจากสระบุรีเป็นชัยภูมิใหม่ของประเทศ หลังจากที่รัฐบาลประกาศดำเนินการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงผ่าน จ.สระบุรี ไปยัง จ.นครราชสีมา อีกทั้งยังมีบริษัทพัฒนาเมืองสระบุรี ซึ่งเกิดขึ้นจากคนที่มีความรักต่อจังหวัดจริงๆ

“หากพวกเราทำสำเร็จ ก็จะเกิดอะไรดีๆ อีกมากมายขึ้นในจังหวัด สระบุรีจะเป็นเมืองน่าอยู่มาก สระบุรีไม่ได้มีแค่นี้ยังมีอีกเยอะ เพียงแต่ที่ผ่านมาสภาพเมืองมันไม่เอื้อให้เราคุยกันเลย แต่อย่างไรก็ตามหากเราทำไม่สำเร็จ ผมเชื่อว่าก็จะเกิดคนที่รักเมืองสระบุรีอีกมากมายที่ลุกขึ้นมาทำต่ออย่างแน่นอน” ผศ.ปุ่น กล่าว

- Advertisement -