นักวิจัยเจ๋ง ‘ผสมเทียมช้าง’ สำเร็จเป็นตัวที่สอง ทั่วโลกทำได้เพียง 3 ประเทศ ไทย-จีน-อเมริกา

องค์การสวนสัตว์ แถลงผลสำเร็จการผสมเทียมช้างตัวที่ 2 ของไทย ตัวที่ 3 ของเอเชีย หวังขยายผลสู่สัตว์ใกล้สูญพันธุ์อื่นๆ

นายสุริยา แสงพงค์ รองผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ (อสส.) เปิดเผยถึงความสำเร็จของงานวิจัยผสมเทียมช้างตัวที่ 2 ของไทย เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2562 หลังจากที่สามารถผสมเทียมลูกช้างเอเชียเพศเมียได้ 1 เชือก ที่เกิดจากช้าง “พังจิ๋ม” ซึ่งตกลูกช้างในวันที่ 8 ต.ค. 2561 ด้วยน้ำหนัก 128 กิโลกรัม มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงทั้งแม่และลูก โดยมีระยะการตั้งท้อง 21 เดือน 12 วัน นับเป็นลูกช้างที่เกิดจากการผสมเทียมที่มีชีวิตรอดเป็นเชือกที่ 2 ของประเทศไทย และปัจจุบันลูกช้างมีอายุ 3 เดือน 16 วัน มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง นิสัยร่าเริง และซุกซน

ทั้งนี้ การผสมเทียมดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างองค์การสวนสัตว์ โดยศูนย์นวัตกรรมทางการสืบพันธุ์สัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์และวิจัย สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ร่วมกับคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ ภายใต้การดูแลขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ที่ร่วมกันดำเนินงานโครงการวิจัย “ปัจจัยที่มีผลต่อวงรอบการสืบพันธุ์และการพัฒนาวิธีการแช่แข็งน้ำเชื้อช้างเพื่อการผสมเทียม” ตั้งแต่ปี 2559 กระทั่งประสบความสำเร็จในช่วงปลายปี 2561 ที่ผ่านมา

สำหรับการดำเนินโครงการวิจัยที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้ร่วมกันทำการทดสอบการผสมเทียมในช้างเพศเมียจำนวน 4 เชือก เมื่อวันที่ 26-28 ธ.ค. 2559 โดยคณะวิจัยพบว่ามีช่วงการตกไข่ในวันดังกล่าว จึงทำการเก็บน้ำเชื้อช้างเอเชียเพศผู้ “พลายบิลลี่” เพื่อผสมเทียมกับช้างเอเชียเพศเมีย “พังจิ๋ม” จากสวนสัตว์เปิดเขาเขียว 3 วันติดต่อกัน ผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อแช่แข็งและน้ำเชื้อแช่เย็น โดยการใช้กล้องเอนโดสโคปขนาดความยาว 1.3 เมตร สอดผ่านทางช่องคลอด และฉีดน้ำเชื้อเข้าท่อผสมเทียมชนิดพิเศษปล่อยบริเวณช่องเปิดคอมดลูก จนนำมาสู่ความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจครั้งนี้

นายสุริยา กล่าวว่า จากข้อมูลอ้างอิงของ http://www.elephant.se พบว่าการเกิดลูกช้างจากการผสมเทียมตัวนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเชือกที่ 2 ของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังถือเป็นเชือกที่ 3 ในระดับเอเชีย โดยในประเทศแถบเอเชีย มีช้างเอเชียเพศเมียที่ตั้งท้องจากการผสมเทียมเพียงที่สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศไทย แห่งละ 1 เชือกเท่านั้น ส่วนในระดับโลกมีเพียง 3 ประเทศเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จในด้านการผสมเทียมช้าง คือ สหรัฐอเมริกา จีน และไทย

“ปัญหาวิกฤติช้างไทยส่งผลต่อประชากรช้างที่มีจำนวนลดลง โดยปัจจุบันพบว่าช้างเลี้ยงในประเทศไทยมีเหลือเพียง 4,719 เชือก และมีช้างป่าอีกประมาณ 3,500-4,000 ตัว ส่งผลให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญต่อการขยายพันธุ์ช้างในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับองค์การสวนสัตว์ ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักด้านการอนุรักษ์และวิจัย แต่ก็ไม่ได้ตั้งเป้ากำหนดไว้ว่าจะต้องได้ลูกช้างจากการผสมเทียมทั้งหมดกี่เชือก เพียงจะดำเนินการเหล่านี้ต่อเนื่องและขยายต่อไปถึงสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ชนิดอื่นๆ” นายสุริยา กล่าว