นักวิชาการเห็นพ้องปัญหาฝุ่นพิษแก้ที่ ‘จราจร’ พัฒนาขนส่งมวลชนไม่พอ-ต้องคุมรถส่วนตัว

วงวิชาการพ้องเสียงปัญหา PM2.5 มุ่งแก้ไขที่การจราจร การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอย่างเดียวไม่พอ ต้องจำกัดการใช้รถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลง

นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยในเวทีเสวนา “PM 2.5 ผลร้ายการพัฒนา สวนทางความยั่งยืน” จัดโดย TDRI เมื่อเร็วๆ นี้ ตอนหนึ่งว่า ปัญหาการจราจรติดขัดที่ประสบกันมานานนั้น ไม่เพียงส่งผลกระทบเรื่องฝุ่นละออง PM2.5 แต่ยังสร้างมลพิษทางอากาศ ทางเสียง รวมถึงกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอีกมาก ดังนั้นหากพุ่งเป้าแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้ก็จะส่งผลให้ปัญหาอื่นๆ ลดลงตามไปด้วย

นายสุเมธ กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาหลักคือยังไม่สามารถดึงคนที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว ให้มาใช้ระบบขนส่งมวลชนได้มากเท่าที่ควร ซึ่งในต่างประเทศมีการพิสูจน์มาแล้วว่าการสนับสนุนระบบขนส่งมวลชนอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะดึงคนมาใช้ได้ หากไม่จำกัดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เช่น จำกัดจำนวนรถจดทะเบียนใหม่ การจัดเก็บค่าเข้าพื้นที่ในเขตเมือง หรือการคำนวณระบบภาษีที่สะท้อนปัญหามลพิษ โดยอายุรถยิ่งเก่าภาษียิ่งสูงขึ้น ต่างกับปัจจุบันที่ไทยคำนวณตามมูลค่ารถ ทำให้รถยิ่งเก่าภาษียิ่งถูกลง

นายสุเมธ กล่าวอีกว่า ในการใช้บริการรถโดยสารประจำทาง จากตัวเลขในปี 2559 พบว่าในฮ่องกง ลอนดอน และสิงคโปร์ มีสัดส่วนผู้ใช้ต่อประชากรมากถึง 70-81% โดยเมืองเหล่านั้นมีจำนวนรถโดยสารประจำทางที่ให้บริการ 10,071 คัน 9,300 คัน และ 5,591 คัน ตามลำดับ ในขณะที่ไทยมีสัดส่วนผู้ใช้เพียง 21% เท่านั้น ทั้งที่มีจำนวนรถให้บริการ 7,359 คัน ไม่น้อยไปกว่าเมืองอื่นๆ แต่ที่อื่นมีการจำกัดการใช้รถยนต์ส่วนตัวควบคู่ไปด้วย จึงแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาระบบรถเมล์อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ

รศ.จำนง สรพิพัฒน์ กรรมการบริหารสมาคมวิจัยวิทยาการขนส่งแห่งเอเชีย กล่าวว่า หลักการพื้นฐานการแก้ไขมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ในเขตเมือง ประกอบด้วย 1.ลดความเข้มข้นสารมลพิษจากไอเสียรถยนต์แต่ละคันให้ต่ำลง 2.ลดการติดขัดของจราจรในเขตเมืองลงให้เหลือน้อยที่สุด 3.ลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนนให้มีจำนวนน้อยลง ดังนั้นมาตรการระยะสั้น จะต้องเร่งตรวจสอบและปรับปรุงสภาพรถยนต์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน คืนผิวจราจรเส้นทางก่อสร้าง รวมถึงเตรียมแผนรับมือในการลดจำนวนรถบนท้องถนน เช่น กำหนดวันคู่วันคี่ หรือปิดโรงเรียน

รศ.จำนง กล่าวว่า ส่วนมาตรการระยะปานกลาง ให้เร่งรัดบังคับใช้มาตรฐานเครื่องยนต์และเชื้อเพลิงจากยูโร 4 ไปยูโร 5 ให้เร็วกว่าเดิม เปลี่ยนดีเซล B7 ไปเป็น B20 ให้เร็วขึ้น ส่งเสริมการใช้รถยนต์ประสิทธิภาพสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า ให้มีสัดส่วนมากขึ้น และพิจารณาความเป็นไปได้ในการสิ้นสุดการใช้รถยนต์เก่าอายุเกิน 10 หรือ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งต้องมีการศึกษาอย่างถี่ถ้วน ส่วนมาตรการระยะยาว ให้ใช้นโยบายการจราจรอย่างยั่งยืน ที่ให้ความสำคัญกับรูปแบบการขนส่งสาธารณะ พัฒนาผังเมืองใหม่ เพิ่มพื้นที่สีเขียว เป็นต้น

นายอดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาด้านนโยบายทรัพยากรธรรมชาติและการลดก๊าซเรือนกระจก TDRI กล่าวว่า ข้อเสนอเพื่อความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหา PM2.5 ของรัฐบาลคือ 1.สร้างระบบตรวจและระงับการใช้พาหนะที่ปล่อยมลพิษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยการเข้มงวดกระบวนการตรวจ รวมถึงพัฒนาระบบข้อมูลและรายงาน 2.ปรับโครงสร้างภาษีประจำปีรถยนต์ให้สะท้อนประสิทธิภาพการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ โดยนำปัจจัยเรื่องการปล่อยมลพิษ อายุเครื่องยนต์ ประสิทธิภาพการเผาไหม้ มาประกอบการจัดเก็บภาษี

3.ปรับโครงสร้างภาษีน้ำมันเพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาด ซึ่งปัจจุบันมีการเก็บที่ซับซ้อนทำให้รัฐบาลไม่สามารถใช้ส่งสัญญาณทางราคาได้ จึงต้องจัดเก็บให้สะท้อนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น 4.ทำกรุงเทพฯ ให้เป็น Compact City เพื่อลดการเดินทางของประชาชน โดยส่งเสริมให้มีย่านเมืองที่มีองค์ประกอบครบและเหมาะสม เพื่อใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านมาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะช่วยลดการเดินทางของประชาชน 5.ใช้กลไกคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อสามารถสั่งการได้ทันที

ด้าน ผศ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นจิ๋วที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ถือว่าเป็น micro climate change หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในสภาพย่อยของเมือง ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ resilience จะปรับตัวให้อยู่ให้รอดอย่างไรในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และจะฟื้นตัวได้อย่างไร ซึ่งปัญหานี้ไม่เพียงสะท้อนการตั้งรับของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความไร้อำนาจของคนเมืองที่ไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้

- Advertisement -