‘กรีนพีซ’ เสนอคพ.ยกระดับมาตรฐาน PM2.5 ใช้มานาน 9 ปี-ไม่สอดคล้องสถานการณ์จริง

กรีนพีซเสนอกรมควบคุมมลพิษยกร่างมาตรฐานฝุ่นละออง PM2.5 ใหม่ เหลือ 25 มคก./ลบ.ม. ระบุใช้มานาน 9 ปี ไม่สอดคล้องสถานการณ์ตามข้อข้อแนะนำองค์การอนามัยโลก

นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในบรรยากาศทั่วไปของประเทศไทย ถูกนำมาใช้เป็นเวลา 9 ปีแล้ว ในขณะที่องค์ความรู้ใหม่ๆ สรุปได้ว่า PM2.5 เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ เป็นมลพิษข้ามพรมแดนและปนเปื้อนอยู่ในบรรยากาศได้นาน ซึ่งในปี 2556 องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้ PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง แต่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ยังไม่วี่แววที่จะยกร่างมาตรฐานใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ กรีนพีซได้เสนอให้ คพ. ยกร่างมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศสำหรับประเทศไทย ให้มีเป้าหมายที่เจาะจง วัดได้ ทำได้ สอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่ และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน โดยให้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) จากเดิม 50 มคก./ลบ.ม. และค่าเฉลี่ยรายปี อยู่ที่ 10 มคก./ลบ.ม. จากเดิม 25 มคก./ลบ.ม. ภายในปี 2573 เพื่อให้เป็นไปตามข้อแนะนำของ WHO และกรอบเวลาตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

นายธารา ระบุว่า ประเทศไทยเริ่มดำเนินการตรวจวัด PM2.5 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ซึ่งในปี 2547 คพ.มอบหมายให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศึกษาและยกร่างมาตรฐาน PM2.5 โดย มธ.ได้เสนอให้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ที่ 35 มคก./ลบ.ม. ส่วนค่าเฉลี่ยรายปี อยู่ที่ 12 มคก./ลบ.ม. เนื่องจากเป็นค่าที่ป้องกันผลกระทบสุขภาพได้มากที่สุด แต่ท้ายที่สุดในปี 2553 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 23 กำหนดมาตรฐานฝุ่น PM2.5 เป็น 50 มคก./ลบ.ม. และ 25 มคก./ลบ.ม. ตามลำดับ ซึ่งเป็นค่าที่เราใช้วัดมาตรฐานมาจนถึงปัจจุบัน

“การกำหนดมาตรฐานการระบายมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมจากแหล่งกำเนิดต่างๆ เป็นหนึ่งในมาตรการหลักที่ประเทศทั่วโลกนำมาใช้ในการป้องกัน บรรเทา และแก้ไขปัญหามลพิษ ในฐานะที่เราทุกคนกำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงหลายส่วนของประเทศ ซึ่งกลายเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขอยู่ในขณะนี้ มีทุกเหตุผลที่จำเป็นต้องพิจารณา ทบทวน และยกระดับมาตรฐานฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศ เพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนลงให้มากที่สุด” นายธารา ระบุ

นายธารา ระบุด้วยว่า ความล้มเหลวในการจัดการ PM2.5 ให้อยู่ในมาตรฐาน เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย เมื่อประเมินในกรุงเทพมหานคร ประชาชนต้องเสียประโยชน์จากผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย 1.4 ล้านรายต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางการเงินประมาณ 2.5-4.2 แสนล้านบาทต่อปี โดยในรายงาน State of Global Air ชี้ว่า PM2.5 ก่อให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในประเทศไทย ราว 37,500 คน เป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน และจำเป็นต้องมีมาตรฐานที่เข้มงวดซึ่งเป็นค่าที่ป้องกันผลกระทบสุขภาพของประชาชนได้มากที่สุด