นักวิชาการจุฬาฯยันฝุ่นพิษยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แนะเร่งเสริม ‘ระบบขนส่งมวลชน’ เป็นทางออก

นักวิชาการจุฬาฯ เผยปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตสุขภาพ ชี้ทุกคนมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหามลพิษ แนะส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะใช้เป็นทางออกหลัก

รศ.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยในงานแสดงทัศนะไขข้อข้องใจเรื่อง “จุฬาฯ ฝ่าวิกฤตรับมือฝุ่น PM2.5” เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2562 ตอนหนึ่งว่า ตัวเลขค่ามลพิษทางอากาศที่สูงและอาจทำให้ประชาชนตื่นตระหนกนั้น คือการรวบรวมผลในทุก 24 ชั่วโมง หรือเท่ากับการยืนกลางแจ้ง 24 ชั่วโมง จึงจะส่งผลที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งคุณภาพอากาศในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ยังไม่เกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) จึงไม่สามารถประกาศเป็นวิกฤตสุขภาพได้

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตัวเองแม้ร่างกายจะแข็งแรงก็ตาม ซึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 เนื่องจากแหล่งก่อกำเนิดฝุ่นและอากาศที่ปิดในช่วงนี้ ทำให้ไม่มีลมเคลื่อนผ่าน ในบริเวณ กทม.และปริมณฑลเอง ยังเต็มไปด้วยตึกสูงล้อมรอบ โดยฝุ่นไม่สามารถเคลื่อนที่ในแนวดิ่งได้ เมื่อฝุ่นไม่มีการเคลื่อนไหวจึงทำให้ประชาชนต้องสูดอากาศนั้นเข้าไป

“การที่ PM2.5 จะลดลงได้ต้องใช้ระยะเวลา อาจจะล้าช้า เนื่องจาก PM10 กว่าจะลดลงมาได้ก็ใช้เวลา 10-20 ปี ทั้งนี้มลพิษเกิดขึ้นจากทุกคน จึงอยากเรียกร้องให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการลด PM2.5 และทาง กทม.ก็พยายามเพิ่มสัดส่วนพื้นที่สีเขียว โดยประชาชนสามารถปลูกต้นไม้ในพื้นที่ส่วนบุคคล หรือพื้นที่สาธารณะได้” รศ.ศิริมา กล่าว

รศ.มาโนช โลหเตปานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาฯ กล่าวว่า เนื่องจากสาเหตุหลักของการเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้มาจากการขนส่งเป็นหลัก โดยรถที่ใช้น้ำมันดีเซล และรถที่มีอายุการใช้งานมานาน จึงเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา PM2.5 โดยระยะสั้น คือการลดการเดินทางสำหรับผู้ที่ไม่มีความจำเป็นในช่วงอากาศปิด เช่น การหยุดเรียน หรือหน่วยงานต่างๆ อาจสนับสนุนการเดินทางมาทำงานด้วยระบบขนส่งมวลชน การปั่นจักรยาน หรือการเดิน รวมถึงรถเมล์ควันดำควรจะหยุดวิ่งในช่วงอากาศปิดด้วย

สำหรับระยะกลาง คือการส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เมื่อการใช้ลดลงการเผาผลาญเชื้อเพลิงก็จะลดลงด้วย โดยรัฐบาลได้ลงทุนพัฒนาระบบขนส่งมวลชนระบบรางเป็นจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหารถติด แต่ปัญหาหลักคือการเชื่อมโยงระหว่างระยะทางจากบ้านถึงระบบขนส่งมวลชน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการพูดถึงในประเด็นนี้ และระบบโครงข่ายรถเมล์ เป็นระบบขนส่งที่เข้าถึงได้ง่าย แต่ข้อเสียคือระยะการใช้งานที่นานกว่า 20 ปี การเผาไหม้ของเครื่องยนต์จึงไม่สมบูรณ์ และก่อให้เกิด PM2.5 ขึ้นเป็นจำนวนมาก

“ขนส่งมวลชนภาคเอกชนมีรายได้จำกัด และมีต้นทุนการรักษาที่สูง จึงทำให้การบำรุงรักษาไม่สมบูรณ์ ในส่วนของภาครัฐเองมีงบประมาณเข้ามาช่วยเหลือ แต่การจัดซื้อจัดจ้างยังเป็นปัญหา ทำให้การซื้อรถโดยสารใหม่มีปัญหา” รศ.มาโนช กล่าว

รศ.มาโนช กล่าวอีกว่า มาตรการระยะยาว คือการยกระดับมาตรฐานรถยนต์ให้สูงขึ้น แต่ในส่วนนี้จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เนื่องจากใช้งบประมาณสูง จึงเป็นการยากที่ผู้ประกอบการ หรือผู้ใช้รถยนต์จะเปลี่ยนมาตรฐานรถให้สูงขึ้น ดังนั้นมาตรการนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเดินทางโดยไม่ใช้รถยนต์ และควรมีการบังคับใช้กฎหมายรถควันดำอย่างจริงจัง

ด้าน ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม รองอธิการบดีด้านวิจัย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่หน้ากากอนามัย N95 กำลังขาดตลาดนั้น ประชาชนสามารถใช้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ซ้อนด้วยทิชชู่ 2 ชั้น จะสามารถกรองฝุ่นได้ถึง 91% ส่วนผ้าเช็ดหน้าสามารถกรองฝุ่นได้ 50% ขณะที่พลาสติกป้องกันฝุ่นละอองได้น้อยที่สุด อาจจะไม่ถึง 15% ซึ่งประชาชนควรงดกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การออกกำลังกาย ที่ต้องใช้การสูดลมหายใจเข้าออกอย่างแรง โดยเปลี่ยนไปออกกำลังกายในบริเวณอาคารแทน

- Advertisement -