ทส.ระดมหน่วยงานเร่งรัดมาตรการลด PM2.5 เข้มจับรถควันดำ 20 จุด-ผุดไอเดียทำงานที่บ้าน

ทส.ประชุมหน่วยงานเร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหา PM2.5 เพิ่มจุดตรวจควันดำ-ลดความหนาแน่นจราจร นักวิชาการเสนอแนวคิดเพิ่มการทำงานที่บ้าน

นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยภายหลังการประชุมเพื่อเร่งรัดและทบทวนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM2.5 พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2562 ตอนหนึ่งว่า ทส.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เพิ่มความเข้มข้นของการทำงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ประกอบด้วยการเพิ่มความถี่ในการกวาดล้างทำความสะอาดถนน และฉีดพ่นน้ำในอากาศตั้งแต่เวลา 18.00-06.00 น. ทุกวันจนกว่าฝุ่นละอองจะลดลง

ขณะเดียวกัน ยังได้มีการเพิ่มจุดตรวจจับรถควันดำ 20 จุด และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงเร่งคืนพื้นผิวการจราจรบริเวณเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้า ในจุดที่ดำเนินการเสร็จแล้ว การห้ามเผาในที่โล่งอย่างเด็ดขาด พร้อมกันนี้ได้วางแนวทางการใช้น้ำมันดีเซลชนิด B20 กับรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปลี่ยนรถโดยสารเก่าให้เป็นรถโดยสาร NGV รถโดยสารไฟฟ้า และรถโดยสารไฮบริด ประมาณ 3,000 คัน ในปี 2565 ตลอดจนการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปตามมาตรฐานยูโร 5 และการจำกัดรถบรรทุกเข้าเขตกรุงเทพมหานครในช่วงเวลาเร่งด่วน

พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจจราจร กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) กล่าวว่า ปัจจุบันได้มีการเพิ่มจุดตรวจวัดควันดำเพิ่มจาก 12 จุด เป็น 20 จุด ซึ่งดำเนินการโดยกรมการขนส่งทางบก กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และ บก.จร. ในการบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น โดยล่าสุดมีรถใหญ่และรถเล็กที่ถูกห้ามใช้งานรวมแล้ว 651 คัน ซึ่งทั้งหมดจะต้องนำไปแก้ไขปรับเปลี่ยนสภาพและกลับมาตรวจใหม่ เพื่อใช้งานได้อีกครั้ง ส่วนมาตรการห้ามจอดรถบนถนนสายหลักตลอด 24 ชั่วโมง จะถูกบังคับใช้อย่างเข้มข้นด้วยเช่นเดียวกัน

ด้าน นายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตอธิบดี คพ. กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอของนักวิชาการที่ให้มีการลดใช้รถยนต์วันคู่วันคี่นั้น หากบังคับใช้จริงจะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนคนทำงานได้ ดังนั้นสิ่งที่ถูกเสนอใหม่และสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน คือการให้หน่วยงานราชการหรือเอกชนบางส่วน เพิ่มการทำงานที่บ้านเพื่อลดการเดินทางในงานบางประเภทที่สามารถทำได้ ซึ่งจะไปรองรับกับนโยบาย 4.0 ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันที่สามารถทำงานที่ใดก็ได้ และจะช่วยลดปริมาณการจราจรลงไปได้มาก

“อาจมีการสลับให้ทำงานที่บ้านสักสองวัน เข้าที่ทำงานสามวัน และแบ่งสลับกันไป ถ้าทำได้แค่เฉพาะหน่วยราชการก็ช่วยลดจำนวนรถลงไปเยอะแล้ว ยิ่งถ้าเอกชนซึ่งมีขีดความสามารถเข้ามาร่วมด้วย ก็จะยิ่งลดลงอีก อาจลดจำนวนได้เหมือนการบังคับทะเบียนเลขคี่เลขคู่ แต่ไม่ทำให้เขาเดือดร้อน และสามารทำได้ทันที เมื่อการจราจรคล่องตัวขึ้น มลพิษก็จะลดลง อย่างไรก็ตามอาจต้องประเมินความจำเป็นกับระดับความรุนแรงของสถานการณ์ด้วย หรือการสั่งหยุดเรียนให้เด็กอยู่บ้าน ผู้ปกครองก็จะมีปัญหาอีก ต้องหาทางออกที่วินวินทุกฝ่าย” นายสุพัฒน์ กล่าว

ด้าน นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดี คพ. กล่าวว่า ทส.ได้มีการตั้งศูนย์ประสานงานและแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลขึ้น เพื่อติดตาม เฝ้าระวัง และแจ้งเตือนสถานการณ์ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหา ตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 2561 ต่อเนื่องไปจนถึงเดือน เม.ย. 2562 โดยล่าสุดในวันนี้พบว่ามีค่าเฉลี่ยของคุณภาพอากาศลดลงจากเมื่อวานแทบทุกจุด ทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการทำฝนเทียมสำเร็จ

- Advertisement -